ประเด็นหลักจากโร้ดโชว์
ประเด็นการลงทุน
เมื่อวานเราได้จัดงานโร้ดโชว์ให้กับทางนักลงทุนภายในประเทศ โดยได้รับเกียรติจากทางผู้บริหารระดับสูง ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ความเห็นจากผู้บริหารช่วยยืนยันมุมมองเชิงบวกของเราที่มีต่อแนวโน้มการเติบโตของ AOT ทั้งด้านกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบินและไม่เกี่ยวข้องกับการบิน นอกจากนั้นเราคิดว่าช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวไทยที่กำลังจะมาถึงจะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ ทั้งนี้ประเด็นสำคัญต่างๆจากการประชุมสามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้
แผนแม่บทในการพัฒนาสนามบิน
ผู้บริหารกล่าวว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติแผนแม่บทในการพัฒนาสนามบิน 6 แห่งที่เป็นของ AOT ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ, สนามบินภูเก็ต, สนามบินเชียงใหม่, สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย, สนามบินหาดใหญ่และสนามบินดอนเมือง เฟส 3 มีเพียงโครงการพัฒนาสนามบินภูเก็ตระยะที่ 2 แห่งเดียวที่ยังรอการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท โดยคาดว่าจะได้รับการอนุมัติภายในสิ้นปี 2559 และหากโครงการทั้งหมดเสร็จสิ้นตามแผน ความสามารถในการรองรับผู้โดยสารของ AOT โดยรวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 181 ล้านคนต่อปี จาก 83.5 ล้านคนต่อปี ณ สิ้นปีงบประมาณ 2558 (สิ้นเดือน ก.ย 2558 ) (รูป 1)
อัพเดทโครงการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ
หลังจากที่รอคอยมาเป็นเวลานานสำหรับโครงการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ (เฟส 2) ซึ่งมีงบประมาณการลงทุนรวม 6.25 หมื่นล้านบาท ในที่สุดได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างในวันที่ 14 ก.ย. 2559 สำหรับโครงการย่อยสองโครงการแรก คือ 1) การก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (ชั้น B2, B1 & G),ลานจอดอากาศยานรอบอาคารเทียบเครื่องบินและส่วนเชื่อมอุโมงค์ทางทิศใต้ (มูลค่าโครงการ 12,050 ล้านบาท), 2) การก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค (มูลค่าโครงการ 1,980 ล้านบาท) นอกจากนี้ AOT ได้ทำการเซ็นสัญญาจ้างที่ปรึกษาด้านการควบคุมงานก่อสร้าง (มูลค่าโครงการ 880 ล้านบาท)ไปเมื่อเดือน ส.ค. ทั้งนี้โครงการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ (เฟส 2) คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2562
นอกจากนี้ AOT ยังวางแผนที่จะเปิดประมูลสำหรับงานก่อสร้างระบบขนส่งผู้โดยสารใหม่ (APM มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท) ภายในสิ้นปี 2559 โดยโครงการส่วนที่เหลืออีก 3 โครงการ ได้แก่ 1) อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (ชั้น 2- 4), 2)ส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสาร, อาคารจอดรถ, อาคารสำนักงานของสายการบิน และ 3) ระบบลำเลียงสัมภาระผู้โดยสาร และระบบตรวจวัตถุระเบิด ที่อยู่ภายใต้โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ คาดว่าจะเริ่มเปิดประมูลในปี 2560 (รูป 2)
ทั้งนี้หากโครงการดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์จะทำให้ความสามารถในการรองรับผู้โดยสารที่สนามบินสุวรรณภูมิเพิ่มขึ้น 33% จาก 45 ล้านคน มาอยู่ที่ 60 ล้านคนต่อปี นอกจากนั้น AOT ยังวางแผนก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 2 (เทอร์มินอล 2) ที่สนามบินสุวรรณภูมิโดยจะทำให้ความสามารถในการรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 90 ล้านคนต่อปี เมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2564 นอกจากการขยายขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารแล้ว AOT ยังมีแผนลงทุนโครงการรันเวย์ที่ 3 ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการรองรับเที่ยวบินเพิ่มจาก 68 เที่ยวบินต่อชั่วโมงเป็น 94 เที่ยวบินต่อชั่วโมงในปี 2563
รายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบิน.....เป็นอีกช่องทางที่หนุนการเติบโต
ผู้บริหารกล่าวถึงรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบินซึ่งเป็นอีกช่องทางที่หนุนการเติบโตของกำไรในระยะยาวแก่ AOT โดยรายได้ที่มาจากกิจกรรมเชิงพาณิชย์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อ้างอิงจากที่ปรึกษาของ AOT และจากตัวเลขรับประกันขั้นต่ำ (minimum guarantee) รายได้เชิงพาณิชย์ของสนามบินดอนเมืองคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1พันล้านบาทต่อปี มาอยู่ที่ 3.5 พันล้านบาทต่อปีหลังจากอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 2 (เทอร์มินอล 2) เปิดดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ
ยิ่งไปกว่านั้น รายได้เชิงพาณิชย์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 600 ล้านบาทต่อปีหลังจากการเปิดทำการของอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศที่สนามบินภูเก็ต อีกทั้งยังมีอัพไซด์สำหรับรายได้เชิงพาณิชย์ หากยอดขายของผู้รับสัมปทานสูงกว่าการรับประกันขั้นต่ำตามเงื่อนไขส่วนแบ่งรายได้ (revenue sharing) นอกจากนี้ผู้บริหารกล่าวว่า AOT มีที่ดินเปล่าอยู่ประมาณ 5,000 ไร่จากทั้ง 6 สนามบิน (50% อยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ) ซึ่งบางพื้นที่มีศักยภาพที่จะพัฒนาเพื่อทำกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ผู้บริหารคาดว่าแผนแม่บทสำหรับการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์น่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนในไตรมาส 3/60 และการลงทุนผ่านความร่วมมือ Public Private Partnership (PPP) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลงทุน
ฐานะทางการเงินแข็งแกร่งเพียงพอสำหรับการลงทุนในอนาคต
ทั้งนี้ผู้บริหารยังกล่าวถึงความแข็งแกร่งทางการเงินของ AOT และความพร้อมในการลงทุนในโครงการที่กำลังจะมาถึงด้วยเงินสดในมือที่มีอยู่ถึง 6.2 หมื่นล้านบาท และกำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย, ภาษีและค่าเสื่อมราคา (EBITDA) ที่ประมาณ 2.5 หมื่นล้านต่อปี โดยทางบริษัทน่าจะสามารถลงทุนในโครงการต่างๆได้อย่างไม่มีปัญหา นอกจากนี้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่เพียง 0.3 เท่า ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2559 ทำให้บริษัทยังมีความสามารถในการกู้ยืมเงินเพิ่มหากมีความต้องการ
ผลกระทบจากการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ
ผู้บริหารกล่าวว่ายังไม่เห็นผลกระทบที่มีนัยยะจากการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญของภาครัฐ เนื่องจากจำนวนผู้โดยสารโดยรวมยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในเดือน ก.ย. โดยเติบโตถึง 15% YoY ทั้งนี้จำนวนผู้โดยสารยังคงแข็งแกร่งตลอดจนถึงช่วงต้นเดือน ต.ค. หนุนโดยวันหยุดประจำชาติของประเทศจีน อย่างไรก็ตามผู้บริหารยังคงจับตามองจำนวนผู้โดยสารหลังจากวันหยุดยาวของประเทศจีน และคาดว่าสถานการณ์ต่างๆจะดีขึ้นภายในระยะเวลา 3-4 เดือน









