ปัจจัย"คดีความ"ที่มีการฟ้องร้องส่งผลกระทบต่อ"มูลค่าหุ้น" ทั้งในเชิงการสร้างโอกาสและการสร้างความเสี่ยง ซึ่งนักลงทุนต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน
การวิเคราะห์หุ้นเพื่อจะเลือกเข้าลงทุนหรือเก็งกำไร นอกจากปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจ หรือแนวโน้มผลประกอบการ บ่อยครั้งที่ราคาหุ้นมักจะตอบสนองต่อปัจจัยอื่นๆ ที่เข้ามากระทบเช่นกัน
สำหรับปัจจัยหนึ่งที่อาจจะไม่ได้อยู่ในสายตาของนักลงทุนอย่างสม่ำเสมอ คือ เรื่องของคดีความที่มีการฟ้องร้องกัน หรืออาจจะเป็นการฟ้องร้องที่เกิดขึ้นโดยที่นักลงทุนไม่อาจทราบมาก่อน
ทั้งนี้ คดีความที่เกิดขึ้นก็เป็นได้ทั้งโอกาสและความเสี่ยงต่อมูลค่าหุ้น หากบริษัทเป็นผู้ฟ้องเรียกค่าเสียหาย เมื่อชนะหรือมีโอกาสชนะสูง ก็คงจะช่วยหนุนราคาหุ้นขึ้นไป แต่หากบริษัทเป็นผู้ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย ราคาหุ้นก็อาจจะถูกกดดันให้ลดต่ำลงได้
อย่างกรณีของ น้ำตาลขอนแก่น (KSL) ซึ่งศาลปกครองสูงสุดตัดสินเมื่อ 16 ก.ย. ที่ผ่านมา ให้บริษัทชนะคดีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ทำให้บริษัทจะได้รับเงินเข้ามาราว 152 ล้านบาท คาดว่าจะบันทึกได้ในช่วงไตรมาส 4/2559 หรือ ไตรมาส 1/2560 ซึ่งในวันถัดมา ราคาหุ้นของ KSL ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นตอบรับเกือบ 10% และยังปรับตัวขึ้นต่อได้อีกกว่า 6%
หรือกรณีของ ทีพีไอ โพลีน (TPIPL) ซึ่งถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย 2 ครั้ง เมื่อ 15 ก.ค. 2558 ประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งวันถัดมาราคาหุ้นก็ปรับตัวลงทันที 10% และอีกครั้งหนึ่งเมื่อ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา ถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายราว 2,000 ล้านบาท ราคาหุ้นก็ปรับตัวลงเช่นกันเกือบ 5%
ขณะเดียวกัน การที่บริษัทเป็นผู้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายนั้น หากคดีความยังไม่สิ้นสุด ก็อาจจะเป็นปัจจัยกดดันต่อราคาหุ้นได้เช่นกัน อย่าง ฮั้วฟงรับเบอร์ (ไทยแลนด์) HFT ซึ่งเปิดเผยเมื่อ 26 ก.ค. ที่ผ่านมา ว่าบริษัทได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากลูกหนี้จำนวน 173.96 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี แต่บริษัทก็ต้องตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้จะสูญไว้ก่อนทั้งจำนวน ในวันถัดมาราคาหุ้นก็ปรับตัวลงทันที 10%
และล่าสุดคือกรณีของ การบินกรุงเทพ (BA) แจ้งว่า ศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษาคดีการจ่ายภาษีโรงเรือนและที่ดินสนามบินสมุย โดยพิพากษายกฟ้อง เป็นผลให้เทศบาลเมืองเกาะสมุยไม่ต้องคืนเงินภาษีโรงเรือนและที่ดินของปี 2550 - 2553 และปี 2554 ให้บริษัท จำนวน 119 ล้านบาท และ 38.8 ล้านบาท อย่างไรก็ตามการฟ้องร้องขอคืนเงินสำหรับปี 2555 -2557 อีกปีละ 38.8 ล้านบาท ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดี
ขณะที่ราคาหุ้นของ BA ไม่ได้ตอบรับในเชิงลบกับคำตัดสินที่ออกมาในครั้งนี้เท่าใดนัก แม้บริษัทจะไม่ได้รับเงินคืนมาตามที่ฟ้องร้อง
จากกรณีที่ผ่านมาเหล่านี้ จะเห็นราคาหุ้นมักจะตอบรับในเชิงบวกหรือลบทันทีต่อคดีความฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเหล่านี้ เพราะเมื่อคดีสิ้นสุดลง และบริษัทมีหน้าที่ต้องชำระค่าเสียหาย หรือได้รับการชำระค่าเสียหาย เงินที่เข้ามานี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำไรสุทธิของบริษัททันที
กวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า เมื่อเกิดคดีความฟ้องร้องกับบริษัทจดทะเบียนขึ้น คงจะไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าควรทำอย่างไร แต่โดยหลักแล้วคงต้องวิเคราะห์ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และประเมินผลกระทบที่เป็นไปได้ทั้งหมด ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการต่อไป
“ในกรณีที่บริษัทเป็นฝ่ายถูกฟ้อง สิ่งหนึ่งที่คงต้องพิจารณาคือผลเสียหายที่เป็นไปได้มากที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้น หายความเสียหายค่อนข้างมาก และข้อเท็จจริงบางบ่งบอกว่าบริษัทอาจจะผิดจริง ก็อาจจะต้องขายออกมาบางส่วนเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น แต่ในมุมกลับกันหากข้อเท็จจริงบางอย่างบ่งบอกว่าบริษัทไม่น่าจะผิดจริง และพื้นฐานระยะยาวยังดี การถือต่อไปก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง”






