วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มิตซูบิชิฯ ปักหมุดลุยตลาดลิฟท์ย้ำเบอร์ 1

มิตซูบิชิ เอลเลเวเตอร์ ปักหมุดลุยตลาดลิฟท์ย้ำเบอร์ 1

นายมุเนอิสะ โอกาโมโตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ เอลเลเวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทยังมีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากกลุ่มมิตซูบิชิ มีธุรกิจและโรงงานผลิตสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อยู่ในไทยมากถึง 8 แห่ง เช่น ธุรกิจเครื่องปรับอากาศ ลิฟท์และบันไดเลื่อน เป็นต้น ในส่วนของธุรกิจลิฟท์และบันไดเลื่อนซึ่งจะครบรอบ 40 ปี การทำธุรกิจในประเทศไทย บริษัทยังเดินหน้าขยายตลาด และสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยสินค้าให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหัวใจของธุรกิจลิฟท์และบันไดเลื่อน ที่จะช่วยสร้างการเติบโตให้กับบริษัท

“เรามี 8 โรงงานในไทย และเชื่อมั่นว่าประเทศ ไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง จึงมองภาพธุรกิจในไทยก้าวสู่ปีที่ 40 ต้องมุ่งเรื่องปลอดภัยให้ลูกค้า คุณภาพเท่าเดิม บริษัทมีโรงงานผลิตลิฟท์และบันไดเลื่อนที่อมตะนคร ส่งออกลิฟท์ไปทำตลาดทั่วโลก จึงต้องการให้ได้มาตรฐานโลกใช้ในไทยเช่นกัน”

นอกจากนี้ ธุรกิจลิฟท์และบันไดเลื่อนมิตซูบิชิในไทย ถือว่าเป็นตลาดใหญ่อันดับต้นของภูมิภาคอาเซียน โดยการเติบโตและขนาดยอดขายใกล้เคียงกับประเทศเวียดนาม แต่ยอมรับว่าแนวโน้มการเติบโตของเวียดนามเป็นไปอย่างรวดเร็วมากทั้งที่ทำตลาดไม่ถึง 20 ปี ขณะที่ไทย 40 ปี

ด้านนายสันติพงศ์ บูรณกฤตยากรณ์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายและการตลาด บริษัท มิตซูบิชิ เอลเลเวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดลิฟท์และบันไดเลื่อนในประเทศไทยยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะลิฟท์ ที่ความต้องการเติบโตสูงขึ้น หลังจากรัฐบาลขยายการลงทุนในโครงการะบบขนส่ง เช่น รถไฟสายสีต่างๆ ส่งผลให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ประเภทคอนโดมิเนียมเกาะแนวรถไฟฟ้า

ทั้งนี้ ปี 2558 ตลาดลิฟท์และบันไดเลื่อนมีมูลค่าเชิงปริมาณ 5,500 ยูนิต คาดว่าปีนี้จะเติบโต 7-10% มีมูลค่าเพิ่มเป็น 6,000 ยูนิต หรือคิดตลาดรวมเป็นมูลค่าราว 8,000-9,000 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนตลาดบันไดเลื่อนประมาณ 10% มิตซูบิชิยังเป็นผู้นำตลาดลิฟท์และบันไดเลื่อนมากว่า 20 ปี ปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดราว 30% หรือคิดเป็น 1,700 ยูนิต มากกว่าคู่แข่งเบอร์ 2 ประมาณ 1 เท่าตัว

สำหรับโรงงานผลิตลิฟท์และบันไดเลื่อนมีกำลังการผลิตราว 12,000 ยูนิต ทำตลาดในประเทศราว 10% หรือ 1,200 ยูนิต และบางส่วนนำเข้าจากญี่ปุ่นเข้ามาทำตลาดประมาณ 10-15%  

ส่วนแนวทางการทำตลาดจากนี้ไป บริษัทให้ความสนใจในการเจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้าปลีก(B2C)มากขึ้น ด้วยการนำลิฟท์ขนาดเล็ก หรือลิฟท์บ้านตอบสนองความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ต้องการความสะดวกสบาย และแนวโน้มสังคมผู้สูงอายุ จากที่ผ่านมาเน้นเจาะตลาดลูกค้าธุรกิจ(B2B)เป็นหลัก โดยเบื้องต้นสินค้าลิฟท์ที่ทำตลาด ยังคงนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น หากแนวโน้มความต้องการตลาดขยายตัวมากขึ้น มีความเป็นไปได้ที่จะนำมาผลิตในประเทศไทย

“มองว่าตลาดลิฟท์ขนาดเล็ก ลิฟท์บ้านมีโอกาสสูง โดยพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายซึ่งสร้างบ้านราคา 40-50 ล้านบาทขึ้นไป ซื้อเพื่อใช้ในบ้านก็ไม่ได้มองราคาเป็นจุดใหญ่ แต่ต้องการความปลอดภัยเป็นหลัก ขณะที่เจเนอเรชั่นใหม่ มีกำลังซื้อมองประโยชน์การใช้สอยในอนาคตมากกว่า ลูกสร้างเพื่อพ่อแม่บ้าง กลุ่มผู้ประกอบการอสังหาฯจากเคยซื้อบ้านแถมรถ ตอนนี้ก็เปลี่ยนเป็นแถมลิฟท์ ซึ่งบริษัทคาดว่าจะเติบโตได้จาก 2 ปัจจัยนี้ ส่วนกลยุทธ์การทำตลาดต้องเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญ”  

ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียม แม้ตลาดอสังหาฯปีนี้จะมีกระแสชะลอตัวลงบ้าง แต่บริษัทไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากการลงทุนของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่ได้พัฒนาเพียงโครงการเดียวแล้วหยุด แต่มีการวางแผนธุรกิจพัฒนาโครงการระยะยาว 3 ปีบ้าง จึงทำให้บริษัทยังเติบโตได้ ส่วนธุรกิจบันไดเลื่อน อาจขยายตัวไม่มาก เพราะขึ้นอยู่กับการขยายตัวของห้างค้าปลีก โรงแรมและโรงพยาบาล

สำหรับตลาดลิฟท์และบันไดเลื่อนไทยมีผู้เล่นหลัก 10 ราย และการแข่งขันยังไม่สูงมาก แม้จะมีแบรนด์ชั้นนำระดับโลกเข้ามา ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนแข่งขันเดือดมาก โดยกลยุทธ์หลักของบริษัทเน้นเรื่องความปลอดภัย ไม่เน้นสงครามราคา เพราะยอมรับว่าไม่สามารถแข่งขันได้เลย อย่างไรก็ตาม มิตซูบูชิยังมุ่งมั่นรักษาการเป็นผู้นำตลาดในปีที่ 40 และมุ่งสร้างความยั่งยืนต่อไปในอนาคตด้วยการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า สร้างกิจกรรมเพื่อสังคมด้านต่างๆ ทั้งปลูกต้นไม้ ให้ความรู้เรื่องการใช้ลิฟท์และบันไดเลื่อนแก่เด็กในสถานศึกษาต่างๆ เป็นต้น ส่วนปีนี้บริษัทยังตั้งเป้ายอดขายลิฟท์เติบโตขึ้นเป็น 1,800 ยูนิต จากปีก่อน 1,700 ยูนิต