ต้นปี 2559 ธุรกิจต้องเข้าสู่โหมด "เทิร์นอะราวด์” คำสัญญานี้ "ซุปเปอร์บล๊อก" ทำได้จริง
นายจอมทรัพย์ โลจายะ รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซุปเปอร์บล๊อก หรือ SUPER ยืนยันเป้าหมายธุรกิจปี 2559 ว่า สิ้นปี 2559 องค์กรแห่งนี้อาจมีกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในเมืองไทยทะยานสูงระดับ “พันเมกะวัตต์” ตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับนักลงทุนเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา
บริษัทยังคงเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ในเมืองไทยให้เป็น 800 เมกะวัตต์ จากตอนนี้ที่มีอยู่ในมือแล้วกว่า 713 เมกะวัตต์ โดยจ่ายไฟเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วกว่า 109 โครงการ คิดเป็นกำลังการผลิต 675.90 เมกกะวัตต์ ตัวเลข วันที่ 10 มิ.ย.2559 (จะทยอยเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในหลายๆโครงการให้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ จากปัจจุบันที่ถือหุ้นเฉลี่ย 68%)
สำหรับวิธีการไม่ได้แตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น เช่น 1.ร่วมลงทุนสัดส่วนเฉลี่ย 49% กับเจ้าของเดิมที่เดินเครื่องผลิตอยู่แล้ว ซึ่งโรงไฟฟ้าแห่งนั้นต้องให้ผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ IRR มากกว่า 10% 2.รอประมูลโรงไฟฟ้าหากทางการเปิดประมูลรอบใหม่ เป็นต้น
ส่วนกำลังการผลิตใหม่เฉลี่ย 200 เมกะวัตต์ นายใหญ่ บอกว่า ก่อนปลายปี 2559 อาจทยอยเคาะกำลังการผลิตไฟฟ้าในต่างประเทศ ซึ่งอาจมาจากหลากหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น จีน อินเดีย สหรัฐอเมริกา บังคลาเทศ และออสเตเรีย เป็นต้น แต่น้ำหนักคงหนักไปทางญี่ปุ่น 100 เมกะวัตต์
กลยุทธ์การได้มาคงผสมผสานกันไประหว่างขอ License ใหม่ ,เข้าไปร่วมทุน หรือซื้อ License ต่อจากเจ้าของเดิมที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก แต่การลงทุนในญี่ปุ่นคงเน้นซื้อ License มากกว่า
“เป้าหมายลงทุนในญี่ปุ่น คือ 300 เมกะวัตต์ ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า”
รักษาการกรรมการผู้จัดการ แจกแจงว่า แม้การลงทุนในญี่ปุ่นจะสูงกว่าเมืองไทย แต่ในแง่ของรายได้ก็สูงเช่นกัน ซึ่ง License ที่บริษัทจะซื้อมาครอบครอง ส่วนใหญ่คิดค่าไฟเดิมเฉลี่ย 27-40 เยนต่อหน่วย ได้ยินว่า ทางการจะเปิดประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รอบใหม่ ในช่วงที่เหลือของปี 2559
เมื่อ 2 ปีก่อน ญี่ปุ่นมีปัญหาเรื่องพลังงาน หลังตลอด 30 ปี ไม่เคยผลิตพลังงานใหม่ๆ ยกเว้น พลังงานนิวเคลียร์ เพราะเป็นพลังงานที่มีต้นทุนที่ต่ำ แต่เมื่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หยุดผลิตชั่วคราว ทำให้ไฟฟ้าขาดแคลน
ขณะที่ตอนนี้ต้นทุนผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ ปรับลดลงมาชนต้นทุนนิวเคลียร์แล้ว จาก 4 ปีก่อน เคยใช้เงินลงทุนเฉลี่ย 1 เมกะวัตต์ 120-130 ล้านบาท วันนี้ลงมาอยู่เฉลี่ย 1 เมกะวัตต์ 50-60 ล้านบาท หลังมีผู้ประกอบการหันมาผลิตพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น เมื่อต้นทุนต่ำลงญี่ปุ่นจึงหันมาผลิตพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น
แผนลงทุนนอกบ้าน คงเน้นพลังงานแดดและลมเป็นหลัก เพราะไม่ต้องไปยุ่งกับมวลชน ที่สำคัญผลตอบแทนสูงมาก ยกตัวอย่าง แดดในญี่ปุ่นมีผลตอบแทน 15% เทียบกับเมืองไทยที่อยู่ 10-15% ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้ยังต่ำ 2% แต่เมืองไทยสูงถึง 6% แถมยังกู้เงินได้ 85-90% ของมูลค่าโครงการ แต่ของไทยกู้ได้ 70%
นายจอมทรัพย์ กล่าวต่อว่า ตามแผนในปี 2560 จะต้องมีกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1,000 เมกะวัตต์ ส่วนใหญ่จะเป็นกำลังการผลิตใหม่ในต่างประเทศ หนึ่งในนั้นอาจมีพลังงานญี่ปุ่นประมาณ 200 เมกะวัตต์
จากนั้นในช่วง 3 ปีข้างหน้า จะพยายามผลักดันกำลังการผลิตให้ขยับขึ้น “เท่าตัวทุกปี” สิ่งที่ทำให้มั่นใจว่า ทำได้แน่นอน คือ จะไม่มีเพียงกำลังการผลิต จากพลังงานแสงอาทิตย์อย่างเดียว แต่จะแตกไลน์ไปสู่พลังงานประเภทอื่นด้วย โดยเฉพาะ “พลังงานลม” และ “พลังงานขยะ” ที่สำคัญยังมุ่งมั่นจะออกไปทำงานต่างแดนอย่างต่อเนื่อง
“ในปี 2560 รายได้นอกบ้านอาจมากกว่าในไทย หรือมีสัดส่วนเท่ากัน เมื่อเทียบกับปีนี้ที่มีรายได้จากต่างประเทศเพียง 20%”
ในแง่ของพลังงานลม ที่ผ่านมาได้วัดความเร็วของลมไปแล้ว 9 โครงการ กำลังการผลิตกว่า 695 เมกะวัตต์ โครงการของบริษัทอยู่ทางภาคใต้และอีสาน ส่วนใหญ่มีความเร็วของลมอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเฉลี่ย 6 เมกะวัตต์ต่อวินาที
“หาก 9 โครงการสามารถผลิตไฟฟ้าได้จะสามารถสร้างรายได้กลับมาเฉลี่ย 18 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์”
ส่วนพลังงานขยะ มีโครงการกระจายอยู่ทุกภาคของเมืองไทย เป้าหมายสำคัญ คือ ภายใน 3 ปีข้างหน้า ต้องมีกำลังการผลิต 200 เมกะวัตต์ โรงงานขยะจะสร้างรายได้เฉลี่ย 1 เมกะวัตต์ 55 ล้านบาท เพราะผลิต 24 ชั่วโมง
“จากนี้ต้องการเห็นรายได้รวมเติบโตปีละหนึ่งเท่าตัว สอดคล้องกับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นเท่าตัวเช่นกัน” นายจอมทรัพย์ กล่าวทิ้งท้าย






