Eventpass App สูตร ‘ชนะ’ คือ ทีมงานที่รู้จริง

Eventpass App  สูตร ‘ชนะ’ คือ ทีมงานที่รู้จริง

ย้อนไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว จะเห็นชื่อ “เอกคณิต จันทร์สว่าง” โลดแล่นอยู่ในวงการ “โมบายเกม”

แต่วันนี้เขาอยู่ในฐานะ “สตาร์ทอัพ” โดยเป็น ซีอีโอ/โคฟาวเดอร์ของ Eventpass App (แอพอีเวนท์พาส)

"ทำไมต้องเปลี่ยนธุรกิจ เพราะผมปรับตัวไม่ทัน ตอนทำโมบายเกมผมทำตัวเหมือนเถ้าแก่ นึกว่าธุรกิจจะอยู่ถึงลูกถึงหลาน แต่ธุรกิจไอทีมันเปลี่ยนเร็วมาก ถ้าไม่เข้าใจคำว่าเอ็กซิท เราก็ตาย ผมเจ็บมาแล้ว คือตายนี่หมายถึงติดลบเลยขณะที่สตาร์ทอัพต้องโตเร็วแล้วก็เอ็กซิท ผมมองว่าเป็นสูตรที่ใช่"

ถามว่าทำไมจึงเป็นอีเวนท์ เขาบอกเหตุผลว่า แอพอีเวนท์พาส มีโคฟาวเดอร์ทั้งหมด 3 คน (ล้วนเป็นเพื่อนวิศวะ จากรั้วสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง) ซึ่งมีอยู่คนหนึ่งที่เคยทำงานด้านอีเวนท์มาก่อนและเห็นภาพรวมว่าธุรกิจนี้มีความน่าสนใจ

“ตลาดเอ็กบิชิชั่นไทยมันใหญ่มาก ถ้ารวมเอ็กซิบิชั่นที่จัดทั้งหมดในศูนย์การแสดงสินค้าปีๆหนึ่งจะมีอยู่ 500 งาน แต่ถ้ารวมอีเวนท์หรือเอ็กซิบิชั่นที่จัดตามคอนเวนชั่นฮอลล์ และตามห้างสรรพสินค้าต่างๆจะมีจำนวนถึง 1,200 งาน”

ก่อนหน้าจะมาเป็นสตาร์ทอัพ พวกเขาได้ลุยเรียนรู้ทำธุรกิจนี้มาราวสองปีกว่าแล้ว และพบว่าแม้ในเวลานั้นยังไม่มีแพลตฟอร์มจัดการที่ดีก็ยังมีผู้ว่าจ้างจำนวนไม่น้อย ตรงกันข้ามอีเวนท์เทคกลับมีอยู่น้อยมาก ตลาดนี้จึงยังเป็น “บลูโอเชี่ยน” อยู่

“เราค่อยๆได้รับการตอบรับตลอดจากงานใหญ่ๆ เราคลุกคลีธุรกิจมากว่าสองปี ทำให้เราเข้าใจแล้วว่าเราจะทำงานกับทางผู้จัดงานอย่างไร”

เอกคณิต บอกว่า ความเป็นจริงก็คือ ปัญหาใหญ่ในการจัดเอ็กซิบิชั่นแต่ละครั้งอยู่ตรงรายละเอียดงานที่มีอยู่มากมาย และแยกย่อยมีอยู่ประมาณสิบหมวด อาทิ งานก่อสร้างบูธ, การขายบูธ, การประชาสัมพันธ์, การลงทะเบียนหน้างาน,การจับคู่ธุรกิจ ,การประเมินงาน เป็นต้น

"เราอยากจะเปลี่ยนภาพที่ยุ่งเหยิง โดยมีแพลตฟอร์มของเราอยู่ตรงกลางเป็นวันสต็อปที่เดียว พอลูกค้าใช้งานเราปุ๊บ ก็สามารถเชิญแขก สามารถลงทะเบียน จัดห้องประชุมสัมมนาได้ อีกทั้งยังดูสถิติต่างๆได้หมด ที่ผ่านมาเวลาจัดเอ็กซิบิชั่นแต่ละทีกว่าจะสรุปข้อมูลได้ว่าคนเข้างานมีกี่คนบางทีก็ต้องนั่งทำกันจนถึงตีสาม ตีสี่ ในวันสุดท้ายของงาน ซึ่งมันควรจะมีเทคโนโลยีเข้าไปช่วย"

แอพอีเวนท์พาส จึงต้องการทำให้ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นผู้จัดงาน ผู้เข้าร่วมงาน และผู้ที่ไปออกบูธ สามารถบริหารโอกาสธุรกิจได้มากที่สุด

"ธุรกิจเอ็กซิบิชั่นขึ้นชื่อว่า ธุรกิจขายความหวัง ในกรณีของคนที่ไปออกบูธเองเขาต้องเสียเงินตั้งแต่หลักหมื่นไปถึงหลักแสน เพราะหวังจะไปหาลูกค้าใหม่ๆภายในงาน แต่ถ้างานมันเฟล คนจัดงานไม่สามารถหาคนที่เป็นทาร์เก็ตกรุ๊ปไปเดินบูธเขาได้ ซึ่งนี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด เพราะงานใหญ่ๆแต่ละงานจะมีผู้ไปออกบูธจำนวนพันถึงสองพันบูธเลยทีเดียว เดินวันเดียวก็ยังไม่หมด ดังนั้นผู้จัดเองต้องคิดหาทางว่าทำอย่างไรจะให้คนมาออกบูธเกิดความพึงพอใจสูงสุด"

แต่แอพอีเวนท์พาสจะรู้ว่าคนที่มาร่วมงานนั้นมุ่งหวังหรือต้องการสินค้าอะไรภายในงานผ่านการลงทะเบียนและตอบแบบสอบถาม ระบบจะทำการแมตท์ชิ่งให้โดยอัตโมมัติ ว่าสิ่งที่เขาต้องการอยู่ที่บูธใดบ้าง ซึ่งคนไปร่วมงานก็สามารถบริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือลงทะเบียนได้เร็ว และเข้าถึงสินค้าที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว

ส่วนกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เอกคณิตบอกว่า คนมักมองว่าอีเวนท์ก็คืออีเวนท์ออแกนไนเซอร์เท่านั้น แต่ลืมไปว่าบริษัท องค์กรต่างๆ เองก็มีการจัดอีเวนท์บ่อยๆเช่นกัน

“เราศึกษาแพลตฟอร์มโมเดลธุรกิจหลายๆประเทศ พบว่ามันลามไปถึงคอร์ปอเรท ซึ่งมีแผนกมาร์เก็ตติ้ง มีการอีเวนท์มาร์เก็ตติ้ง มีงบสำหรับอีเวนท์อยู่แล้ว ที่ยังขาดก็คือเครื่องมือในการจัดการงาน ดังนั้นตลาดเราใหญ่มาก”

ทั้งยังมีแนวคิดจะต่อยอดแอดแวลลู อาทิ จะเพิ่มฟีเจอร์บอกยูสเซอร์ในเรื่องของพิกัด คือจะสามารถค้นหาอีเวนท์ที่กำลังจะเกิดขึ้นทั้งในเดือนนี้ เดือนหน้าหรือตลอดทั้งปีว่าจะจัดขึ้นที่ไหน อย่างไร

"เราจะมีชื่องานให้เลือก ทำเลให้เลือก เลือกประเภทได้ และไลฟ์สไตล์ เริ่มต้นเราทำอยู่ในเอ็กซิบิชั่นเซ็นเตอร์ทั้งหมด แต่ปลายปีเราจะขยายไปยังสถานที่จัดงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้างฯ หรือจุดที่จัดกิจกรรมที่น่าสนใจ เราอยากจะเป็นแอพเอาท์ออฟโฮม สำหรับชีวิตที่อยู่นอกบ้าน ไม่ว่าชีวิตธุรกิจชีวิตส่วนตัว หรือไลฟ์สไตล์ เพราะชีวิตมีสองด้าน เราจะช่วยคนได้ค้นหาอีเวนท์ที่เกิดรอบๆตัวได้ไม่ว่าจะเป็นตลาดนัด เทศกาลอาหารต่างๆ ไม่ได้มีแค่เอ็กซิบิชั่นที่อาจดูน่าเบื่อ คนก็จะใช้แอพของเราบ่อยขึ้น"

ในเวลาเดียวกันก็สนใจในประเด็น “โลกร้อน” ดังนั้นอีกเรื่องที่เขาอยากทำก็คือ การลดเอกสารต่างๆ เพราะภายในงานเอ็กซิบิชั่นทุกๆงาน ผู้ไปออกบูธหรือแม้กระทั่งร้านค้าต่างๆในห้างสรรพสินค้าเองจะมีการพิมพ์แคตตาล็อก และโบร์ชัวร์ออกมาเพื่อแจกลูกค้า ซึ่งเป็นต้นทุนที่สิ้นเปลือง

"เรากำลังจะทำซอฟท์แวร์มาลดเอกสารตรงนี้ด้วย พอคนไปที่บูธเขาก็แค่สแกนเขาก็จะได้รายละเอียดสินค้าเก็บไว้ในแคตตาล็อก โดยปกติคนที่เคยไปงานแฟร์บ่อยๆ จะมีกระเป๋าใบใหญ่เพื่อไปเก็บโบร์ชัวร์ซึ่งทั้งหนักทั้งเมื่อย สุดท้ายแล้วก็ทิ้ง ซึ่งพอเราพรีเซนต์เรื่องนี้คนในวงการเขาจะชอบมาก เขาจะเก็ตเลย"

ทั้งนี้ทั้งนั้น แอพอีเวนท์พาสจะขอโฟกัสเรื่องเอ็กซิบิชั่นเป็นหลักก่อน เพื่อให้คนในวงการนี้เกิดการเรียนรู้ว่าแอพนี้ทำงานอย่างไร จากนั้นค่อยต่อยอดไปยังสถานที่จัดงานอื่นๆ และเมื่อถึงวันนั้นคนจะเริ่มรู้จักและเข้าใจแอพนี้ดีขึ้นแล้ว

เขาบอกว่าปัญหาของเอ็กซิบิชั่นจำเป็นต้องได้ทีมงานที่มากประสบการณ์จริงๆมาช่วยบริหารจัดการเพื่อให้เกิดความสำเร็จ จะไม่สามารถแก้ไขเพียงแค่ใช้ซอฟท์แวร์หรือเทคโนโลยีที่สามารถเกิดการก้อบปี้กันได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากคนที่เข้าร่วมงานแต่ละครั้งนั้นมีเป็นหลักพัน ไปจนถึงหลักหมื่นหลักแสน ดังนั้นต้องอาศัยคนและต้องเป็นคนที่คุยภาษาเดียวกันกับเจ้าของงาน เข้าใจหัวอกของเขา และต้องรู้ว่าอะไรคือปัญหาที่แท้จริง

อย่างไรก็ดี แม้แอพอีเวนท์พาสว่าจะช่วยตอบสนองได้ทุกโจทย์ แต่ในความเป็นจริงก็ต้องอาศัยเวลาในการทำความเข้าใจและยอมรับ เนื่องจากยังเป็นแนวทางใหม่ ยังเป็นเรื่องใหม่

"เอาเข้าจริงผู้จัดงานเขายังไม่ค่อยรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เพราะเขากลัว เพราะเวลาจัดงานแต่ละครั้งเขามีเรื่องหลายสิบหัวข้อให้คิด มันจะมีเรื่องจุกจิกให้คอยจัดการอยู่ตลอดเวลา เขาไม่ต้องการให้อะไรมาแทรกซึ่งอาจจะทำให้งานเขาเฟล เช่นถ้าระบบที่ลงทะเบียนหน้างานเกิดล่ม งานเขาก็พังแล้ว ผู้จัดงานมักจะดูว่าคนมาร่วมงานจะมีความเข้าใจและพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆหรือไม่ แค่ไหนด้วย"

เขายอมรับว่าในเวลานี้ออร์แกไนเซอร์แต่ละรายก็จะตอบรับบริการทีละส่วน เริ่มจากระบบการลงทะเบียนในปีนี้ ส่วนปีหน้าขอเป็นบริการจับคู่ธุรกิจ และใช้บริการสแกนแคตตาล็อกสินค้าในอีกปีถัดไป ซึ่งทุกวันก็ต้องพบเจอโจทย์ใหม่ๆให้ต้องเรียนรู้และหาทางแก้ไขตลอดเวลา

ถามว่าอนาคตเป็นเรื่องของโลกออนไลน์ คนไม่ต้องมาเจอกันแบบตัวเป็นๆ ถือว่าเป็นวิกฤติธุรกิจเอ็กซิบิชั่นหรือไม่ เขามองว่าในความเป็นจริงเอ็กซิบิชั่นไม่ได้เป็นงานเพื่อปิดงานขาย แต่เป็นงานเน็ตเวิรคกิ้ง คนทีมาร่วมงานเพราะอยากมาทำความรู้จักได้เห็นหน้าค่าตาเจ้าของสินค้า และยังต้องการมาดูเทรนด์ต่างๆ มันเป็นมาร์เก็ตติ้งแพลตฟอร์มที่คงไม่หายไปจากตลาดแต่ต้องมีการปรับตัว

บ่มเพาะจนตกผลึก

เมื่อตกลงใจว่าเป็นสตาร์ทอัพสายอีเวนท์เทค ก็พบว่ามีคู่แข่งอยู่ในตลาดที่คงจะลุยทำแบบไม่มีทิศทางไม่ได้ และเมื่อหันซ้ายแลขวาก็เห็นว่าโครงการ “ดีแทค แอคเซลเลอเรท” น่าจะช่วยสร้างโรดแมพที่ดีได้

"สุดท้ายการเข้าโครงการนี้ไม่ได้มีแค่เป้าหมายทางด้านการตลาด แต่ทำให้เราได้เข้าใจจริงๆ ว่าสตาร์ทอัพที่แท้มีวิธีคิด วิธีทำธุรกิจอย่างไร ทีมเราเองมีประสบการณ์ไม่ได้เพิ่งเริ่มทำธุรกิจใหม่ๆ ก็อยากทำธุรกิจที่เป็นเรียลบิสิเนสเป็นเรียลเซ็กเตอร์ เพราะทำธุรกิจอย่างไรก็ต้องมีกำไร พอดีได้พี่แจ๊ค เคลมดิเป็นเมนเทอร์ ซึ่งธุรกิจเขาก็เป็นเหมือนกัน"

เอกคณิตมองว่า ในเวลานี้คงมีคนไทยจำนวนไม่น้อยต้องการจะเป็นสตาร์ทอัพ แต่ถ้าเขาไม่ได้เข้าโครงการบ่มเพาะก็อาจคิดไปเรื่อยๆ ไม่ได้โฟกัสทำอะไรจริงๆจังๆ

“ผมอยู่ในโครงการเลยถูกให้โฟกัสตลอดสี่เดือนเดือนที่ผ่านมาทำให้ความคิดมันเลยตกผลึก แต่ถ้าเราไม่ได้อยู่ในโครงการเวลาเผลอผ่านไปหนึ่งปี เราก็อาจจะยังไม่รู้เลยว่ากำลังทำอะไร”