วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปฏิบัติการเปลี่ยนโลก ด้วย “เครือข่ายร่วมก่อการดี”

ไม่มีชื่อกลุ่ม ไม่มีการจับมืออย่างเป็นทางการ ต่างคนต่างทำพันธกิจที่ตั้งใจไว้ บนพันธสัญญา "ร่วมก่อการดี" เพื่อสร้างสังคมต้นแบบให้กับประเทศ

“การให้ มีน้ำใจ ความรัก ความต้องการที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และต้องการสร้างสังคมที่เป็นแบบอย่าง คือสิ่งที่เชื่อมโยงพวกเราเข้าหากัน”

คำบอกเล่าจาก 3 ผู้ก่อการดี “ดร.วรวดี เชียงทอง เอสทริดจ์” ผู้ก่อตั้ง โครงการมนุษย์ เพื่อภารกิจสร้างโลกให้น่าอยู่ขึ้น พร้อมสื่อสาร สันติภาพ  ความพอเพียงและความยั่งยืนไปสู่ผู้นำทั่วโลก  “วิศรุตน์ ไชยเพ็ชร”  กรรมการผู้จัดการ หจก.ยูนิฟอร์มสไตล์ ผู้ผลิตและจำหน่ายเสื้อยืดพูดได้ ตราเด็กจุก เจ้าของนวัตกรรมเพื่อคนในโลกมืด "I can see" ที่ช่วยให้คนตาบอดเสมือนมองเห็นได้อีกครั้ง และ “นพวรรณ วรรณกายนต์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท โดม คอนซัลแตนท์ จำกัด หนึ่งในสมาชิก “Business Sharing” การรวมตัวของเอสเอ็มอีหัวใจแกร่ง เพื่อแบ่งปันช่วยเหลือ และร่วมสร้างสังคมน้ำดี

ทุกคนล้วนมาจากภาคส่วนที่แตกต่าง คนหนึ่งเป็นคนทำงานภาคสังคม อีกคนกำลังขับเคลื่อนกิจการเพื่อสังคมเล็กๆ ของตัวเอง ขณะคนสุดท้ายเป็นเอสเอ็มอีที่ล้มลุกคลุกคลานอยู่ในสนาม ทั้ง 3 มาใช้พื้นที่เดียวกัน แนะนำตัวเองอยู่ในงาน “SWU SE Marketplace 59” โดย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ที่จัดไปเมื่อวันก่อน

การรวมตัวอย่างไม่เป็นทางการ เกิดขึ้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยมีช่องทางสื่อสารหลักๆ คือแอพพลิเคชั่นไลน์ (Our Home Our Country) หากใครจะคิดว่า ถึงวันนี้เครือข่ายของพวกเขาจะมีสมาชิกแล้วกว่าพันราย และยังขยายความร่วมมือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ทั้งกลุ่มที่กำลังขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม กิจการเพื่อสังคม(Social Enterprise: SE) และเอสเอ็มอีที่มีอุดมการณ์เพื่อสังคม โดยใช้ศักยภาพที่แต่ละคนมี แม้แต่ “กำลังใจดีๆ” มาแบ่งปันกัน

“เราต่างเป็นอิสระต่อกัน แต่ที่ต้องจับมือกัน เพราะเชื่อว่า การรวมตัวแบบนี้จะทำให้เกิดเป็นพลังขึ้นมา จากที่เราสู้อยู่คนเดียว เราก็เหนื่อย เพราะสังคมรอบข้างที่เราไปสู้ด้วยบางครั้งเขาก็มองไม่เห็น แต่พอได้เจอกับคนที่มีอุดมการณ์แบบเดียวกัน ก็รู้สึกมีกำลังใจ และมีแรงขับเคลื่อนงานของเราต่อไปได้”

ดร.วรวดี อดีตอาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ออกมาทำงานภาคสังคมอย่างเต็มตัว บอกเล่าที่มาของเครือข่ายร่วมก่อการดี ที่โครงการมนุษย์ก็เข้ามามีส่วนร่วมด้วย โดยพันธกิจหลักของพวกเธอ คือ การพัฒนาประเทศ และพัฒนาโลก ไปสู่สันติภาพ ความพอเพียงและความยั่งยืน พร้อมสื่อสารสิ่งเหล่านี้ไปยังผู้นำทั่วโลก ผ่าน “เจ้าปุ้มปุ้ย” ช้างน้อยน่ารัก สัญลักษณ์ของโครงการ

ผลิตผลจากภารกิจสร้างโลกให้น่าอยู่ขึ้น ไม่ได้มีเพียงโครงการระดับโลกอย่าง Humans-World Project ทว่ายังรวมถึงโครงการน้ำดี เช่น “วง 3 คน 200” การสนับสนุนวงดนตรีผู้สูงอายุจากจังหวัดชลบุรี ที่อยากทำวงดนตรีไทยเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมของชาติ ซึ่งปัจจุบันมีผลงานในรูปแบบซีดีเพลงจำหน่ายสู่ตลาด หารายได้เกื้อหนุนวงได้สำเร็จ โครงการ Human Enterprise  ที่ให้โอกาสเหล่าคนมีฝันได้บรรลุความมุ่งหมายของตัวเอง เช่น การสานฝันให้หนุ่ม “โอลิเวอร์” ที่ต้องการหาทุนการศึกษาให้ตัวเอง โดยใช้ทักษะด้านภาษาอังกฤษมาแลกเปลี่ยน กับโครงการ English with Oliver เป็นต้น

การมีเครือข่ายความร่วมมือ ทำให้โครงการมนุษย์มีเพื่อนฝูงมากขึ้น และการได้รู้จักกับ “วิศรุตน์” ผู้ผลิตเสื้อยืดพูดได้ ตราเด็กจุก เลยได้คนฝีมือดีมาช่วยออกแบบและผลิตเสื้อของโครงการให้ ขณะที่ในอนาคต หจก.ยูนิฟอร์มสไตล์ และเครือข่ายผู้ประกอบการสิ่งทอของวิศรุตน์ ก็จะช่วยผลิตตุ๊กตาปุ้มปุ้ยสำหรับหารายได้เข้าโครงการมนุษย์อีกด้วย

“เรารวมตัวกันโดยไม่ได้ตั้งใจ รวมกันด้วย ‘พันธสัญญา’ ซึ่งยิ่งใหญ่ไปกว่า เป้าหมาย สิ่งนี้อยู่ในหัวใจของพวกเราทุกคน พันธสัญญาที่ว่า คือ เราจะทำความดี อยู่บนความพอเพียง และจะทำเพื่อในหลวง” วิศรุตน์บอกจุดยืนของพวกเขา

หนึ่งภาพสะท้อนพันธสัญญาในหัวใจของคนหนุ่ม คือการพัฒนานวัตกรรม "I can see" แอพพลิเคชั่นบน smart phone ที่จะช่วยให้คนตาบอดเสมือนมองเห็นได้อีกครั้ง โดยใช้เทคโนโลยี AR (Augmented Reality) เปลี่ยนมือถือให้เป็นเสมือนดวงตา ที่เมื่อส่องไปยังวัตถุใดก็จะมีคลื่นเสียงออกมา  เพื่อบอกคนตาบอดให้รู้ว่า วัตถุด้านหน้ามีอะไร ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการระดมทุนเพื่อพัฒนาโครงการนี้ให้สมบูรณ์

การรวมตัวกันให้ทั้งพลังใจ การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และยังช่วย “ประหยัดต้นทุน” ลงได้อีกด้วย ดูอย่างเครือข่าย  Business Sharing การรวมตัวกันของเอสเอ็มอีที่ล้มลุกคลุกคลาน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 เดือนก่อน มีสมาชิกที่แอคทีฟรวม 76 ชีวิต พวกเขาใช้ศักยภาพที่แต่ละคนมี มาช่วยเหลือแบ่งปันกัน ปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน หาผู้เชี่ยวชาญมาเติมเต็มสิ่งที่ละคนขาด เพื่อให้ยังอยู่รอดได้ท่ามกลางความยากลำบากของการทำธุรกิจในวันนี้

“เราต่างเป็นเอสเอ็มอีที่บาดเจ็บ แต่เราไม่สนใจการช่วยเหลือจากใครทั้งนั้น เราจะช่วยเหลือกันเอง ขณะที่ทุกครั้งเมื่อมีการประชุม นักธุรกิจทุกคนจะแบ่งรายได้ตามแต่กำลังของตัวเอง รวมถึงนำรายได้ที่เหลือจากการทำกิจกรรมต่างๆ ไปบริจาคให้กับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเรามีคอนเซ็ปต์ว่า จะเติบโตไปพร้อมกับ  ‘สันติภาพ’ จึงมุ่งมั่นในการทำเรื่องนี้”

นพวรรณ  เอสเอ็มอีจากเครือข่าย  Business Sharing บอกกับเรา ก่อนเล่าให้ฟังว่า ทุกวันนี้เอสเอ็มอีกำลังถูกกลุ่มทุนไล่รุก ดังนั้นถ้ายังต่างคนต่างทำธุรกิจ ต้นทุนก็จะสูงมาก แต่ถ้ารวมตัวกัน จะมีพลังอำนาจในการต่อรองมากขึ้น และความร่วมมือนั้นไม่จำเป็นต้องเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีด้วยกันเท่านั้น ทว่ายังรวมถึงกลุ่มคนมี “หัวใจเดียวกัน” เพื่อร่วมพัฒนาประเทศให้เติบโตต่อไปได้ และนั่นคือเหตุผลที่พวกเธอขอร่วมวงเป็นเครือข่ายร่วมก่อการดีกับทุกคนด้วย

“โมเดลธุรกิจของบริษัทที่อยู่มา 100 ปี เขาคิดกันแบบนี้ คือทำคอนเซ็ปต์ธุรกิจของเขาเพื่อโลก เพื่อสังคม เพื่อผู้อื่น ถึงอยู่มาได้เป็น 100 ปี การทำอะไรเพื่อตนเองจะหมดแรงเร็ว ไม่มีแรงบันดาลใจ ทว่าการทำเพื่อผู้อื่น ยิ่งไกลจากตัวเราไปเท่าไร ก็จะยิ่งมีแรงบันดาลใจ และร่ำรวยได้โดยไม่รู้ตัว” เธอบอกความเชื่อ

เครือข่ายของคนทำดีที่ไม่มีชื่อ ทำงานบนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยน และแบ่งปัน พวกเขาเชื่อว่า การทำให้ผู้อื่น คิดถึงผลต่อสังคม มากกว่าประโยชน์ส่วนตนนั้น จะช่วยเติมเต็ม “ความสุข” ให้กับตัวเราได้ 

ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นผลลัพธ์ที่เพียงพอแล้วสำหรับผู้ก่อการดีอย่างพวกเขา