วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หาคนผิดเพิ่ม 'จำนำข้าว' 1.43 แสนล้านบาท

"กระทรวงคลัง" เดินหน้าเรียกเสียหายทางแพ่งโครงการจำนำข้าว ตั้งคณะกรรมการหาผู้ที่ต้องรับผิดเพิ่ม ส่วนที่เหลืออีก 80 % หรือ 1.43 แสนล้านบาท

กระทรวงการคลังตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาบุคคลที่ต้องรับผิดชอบทางแพ่งในโครงการรับจำนำข้าวเพิ่มเติมอีก 80% ของความเสียหาย 1.78 แสนล้านจากผู้ที่เกี่ยวข้อง หลังจากสรุปความเสียหายของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต้องรับผิดชอบ 20% หรือ 3.5 หมื่นล้าน

แต่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนครั้งนี้ยังไม่ได้ระบุถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องว่าอยู่ในระดับใด

นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณารับผิดทางแพ่ง พร้อมเจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลางได้ชี้แจงการพิจารณาการรับผิดทางแพ่ง จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเจ้าหน้าที่ของกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ความรับผิดทางแพ่งในส่วน 80% ที่เหลือนั้น คณะกรรมการที่จะจัดตั้งขึ้นมา จะต้องสอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้อง นอกเหนือจาก นางสาวยิ่งลักษณ์ ที่ต้องชดใช้ 20%

ทั้งนี้คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาจะเป็นคณะกรรมการในลักษณะเดียวกันกับที่เป็นคณะกรรมการสอบสวนความรับผิดทางแพ่งกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วว่า มีเจ้าหน้าที่คนใด จงใจ หรือประมาณเลินเล่ออย่างร้ายแรง แล้ว ก็จะส่งเรื่องให้กระทรวงการคลัง ตรวจสอบอีกครั้ง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายมนัส ฐานะประธานคณะกรรมการความรับผิดทางแพ่ง ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐปี 2539 ได้แถลงผลสรุปที่เป็นเอกฉันท์ของคณะกรรมการชุดนี้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะต้องรับผิดชอบในส่วนของความเสียหายในโครงการรับจำนำ เฉพาะความเสียหายที่เกิดจากโครงการรับจำนำในฤดูกาลผลิตที่ 2555/ 2556 และฤดูกาลผลิตที่ 2556/2557 เท่านั้น รวมเป็นค่าเสียหายที่ต้องจ่ายให้รัฐ 1.78 แสนล้านบาท

แต่ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิด มาตรา 8 กำหนดให้การรับผิดชอบต่อค่าเสียหาย แบ่งตามสัดส่วนของบุคคลที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งในกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ คณะกรรมการ กำหนดให้ต้องรับผิดชอบในสัดส่วน 20 % ของความเสียหาย 1.78 แสนล้านบาท หรือ 3.5 หมื่นล้านบาท

แจงเหตุผลคิดเฉพาะ 2 ฤดูการผลิต

ในส่วนของโครงการรับจำนำในสองโครงการแรก คือ ฤดูกาลผลิต 2554/2555 และข้าวนาปรับปี 2555 ซึ่งสรุปความเสียหายที่ 1.15 แสนล้านบาทนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ต้องรับผิดชอบ โดยคณะกรรมการความรับผิดทางแพ่ง ได้ยึดเอาช่วงเวลาที่ ปปช.,สตง.และ สบน.ได้ทำหนังสือแจ้งมายังรัฐบาลว่า โครงการดังกล่าว มีผลขาดทุนกว่า 2 แสนล้านบาท คือ ในสองโครงการหลัง ดังนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ควรรู้ และควรสั่งการให้ติดตามเอาจริงเอาจัง แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กลับไม่ได้ทำอะไร เป็นเพียงแทงหนังสือส่งไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆเท่านั้น

นายมนัส กล่าวว่า ในที่ประชุมของคณะกรรมการความรับผิดทางแพ่ง ซึ่งมีกรรมการมาจากกรมบัญชีกลาง คณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) และอัยการสูงสุด นั้น ในการประชุมก่อนที่จะมีการสรุปผล ก็มีการตั้งคำถามว่า สามารถที่จะให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับผิดชอบทางแพ่งทั้งสี่ฤดูกาลผลิตได้หรือไม่ ซึ่งก็มีข้อโต้แย้งจากกรรมการบางท่าน ที่ให้เหตุผลว่า หากในระหว่างดำเนินโครงการรับจำนำของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แล้วเกิดภัยพิบัติในโลก ทำให้ปริมาณข้าวขาดแคลน ทำให้ประเทศไทยสามารถขายข้าวได้เกินกว่าราคาจำนำ เช่นนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะมีความผิดหรือไม่

“ทำให้ในที่สุด คณะกรรมการจึงใช้ช่วงเวลาที่ปปช. สตง. และ สบน.ส่งหนังสือแจ้งให้รัฐบาลทราบว่าโครงการนี้ มีความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว เป็นช่วงเวลาที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องรับผิดชอบ”

ส่วนฤดูกาลผลิตที่ 2554/2555และนาปรัง 2555 ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่า เกิดผลขาดทุนแล้วในโครงการนี้ เนื่องจากยังไม่มีการปิดบัญชีของโครงการ ซึ่งโครงการรับจำนำของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เริ่มทำการปิดบัญชีในฤดูกาลที่สองเป็นต้นไป

“วิษณุ-อภิศักดิ์”เข้าพบนายกฯ

ในช่วงเช้าวานนี้ (26 ก.ย.) นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้เข้าพบและหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ภายหลังเดินทางกลับจากการเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติครั้งที่ 71 ที่สหรัฐอเมริกา

นายวิษณุ กล่าวสั้นๆว่าไม่ได้มีการหารือในเรื่องข้าว แต่มีการปรึกษาหารือในเรื่องต่างๆเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมทั้งเรื่องที่จะสู่การพิจารณาของครม.ในวันที่ 27 ก.ย. ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยได้

ต่อมานายวิษณุ ได้ชี้แจงถึงขั้นตอนการดำเนินการหลังคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว รายงานตัวเลขสรุปเรียกค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าวว่า กระบวนการหลังจากนี้ก็คงเป็นกรณีเดียวกับการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งคณะกรรมการจะต้องส่งเรื่องให้ รมว.คลัง และนายกฯรับทราบ

แจงคิดจากความผิดตั้งแต่ป.ป.ช.แจ้ง

นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ส่วนยอดเงินเรียกค่าเสียหายจากเดิม 2.8 แสนล้านบาท เหลือ 3.5 หมื่นล้านบาทนั้น แรกเริ่มพิจารณามูลค่าความเสียหายจริงที่ประเมินไว้ประมาณ 5 แสนล้านบาท เป็นมูลค่าทั้งหมดที่ไม่รู้ว่าใครจะต้องรับผิดชอบ ซึ่งคณะกรรมการชุดที่มีนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดโครงการรับจำนำข้าว เห็นว่าควรมีการรับผิดทั้งหมด 4 ฤดูกาลเป็นเงินประมาณ 2.7 แสนล้านบาท

แต่เมื่อคณะกรรมการพิจารณาความผิดทางแพ่งได้ให้ความเป็นธรรม ว่าความผิดที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการทุจริต แต่เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดย ป.ป.ช.ไม่ได้แจ้งเตือนฤดูการผลิตที่ 2553/2554 และ 2554/2555

“จากนั้นเมื่อมีการเตือนมาในฤดูการผลิตที่ปี 2555-2556 และปี 2556-2557 ที่ป.ป.ช.ได้แจ้งเตือนมา แต่ยังมีการปล่อยปละละเลยก็ถือว่ามีความผิดเฉพาะ 2 ฤดูกาลนี้ ดังนั้นมูลค่าความเสียหายจาก 2.7 แสนล้านบาท ก็ต้องลดลงมาเหลือ 1.7 แสนล้านบาท โดยในจำนวนเงิน 1.7 แสนล้านบาท การจะต้องพิจารณาว่าใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ กรมบัญชีกลางกระทรวงการคลังมีหลักเกณฑ์ที่ใช้ปฏิบัติมา 4-5 ปีแล้ว ว่ากรณีที่เป็นความรับผิดแบบทำกันหลายคนจะต้องมีการแบ่งสัดส่วนการรับผิด ซึ่งมีการกำหนดไว้ประมาณ 10-20% สำหรับการละเลย ส่วนอีก 80% ก็ไปเฉลี่ยกับผู้ที่มีส่วนทำความผิด ซึ่งในครั้งนี้มีการประเมินกันว่าควรจะเป็น 20% ตัวเลขจึงออกมาอยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านบาทจาก 1.7 แสนล้านบาท” นายวิษณุ กล่าว

ยันเป็นเกณฑ์ความผิดทางละเมิด

นายวิษณุ กล่าวต่อว่า ทั้งหมดมีหลักเกณฑ์และสามารถอธิบายได้ตามมาตรา 8 ของพ.ร.บ.ความผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ซึ่งบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่าไม่ให้ลูกหนี้ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ความหมายก็คือ ถ้ารับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม สมมุติมีผู้รับผิด 10 คน 9 คนไม่มีจ่าย คนที่ 1 ที่มีจ่ายต้องจ่ายทั้งหมดแล้วค่อยไปเก็บจากคนที่เหลือเอาเอง หมายถึงการรับผิดแทนได้ทั้งหมด แต่ถ้ากฎหมายบัญญัติว่าไม่รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมก็คือส่วนของใครก็ของมันจะให้คนอื่นมารับหนี้แทนไม่ได้

"กรณีนี้ประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) คือนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ต้องรับผิดเพียง 20% ส่วนที่เหลือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกระทรวงที่รับผิดชอบต้องไปหาบุคคลที่จะมารับผิดร่วมเอง” นายวิษณุ กล่าว

เมื่อถามว่า ถ้าลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้จะมีการฟ้องล้มละลายหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า อย่าเพิ่งไปถึงขั้นนั้น เพราะมีข้อเสียมากกว่าข้อดี อย่าลืมว่าถ้าฟ้องล้มละลายจะไม่สามารถลงสมัครส.ส.ได้ และขอยืนยันว่าคดีดังกล่าวไม่มีการลัดขั้นตอน ทุกอย่างเดินไปตามขั้นตอนหรือเพิ่มด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามอายุความในการยึดทรัพย์ผู้กระทำความผิดมีอายุความถึง 10 ปี หลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาตัดสินออกมา