จำนวนผู้ถือครองกรมธรรม์ต่อประชากรทั้งประเทศไทยมีสัดส่วนเพียง 38% หรือเฉลี่ย1-5 กรมธรรม์ต่อคน เทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่มี 200%
การที่ประเทศไทยยังมีประชากรกว่า60% ที่ยังเข้าไม่ถึงหลักประกันชีวิต อาจเป็นภาระต่อภาครัฐในอนาคตได้โดยเฉพาะกลุ่มคนฐานรากหรือผู้มีรายได้น้อยกว่า 8 ล้านคน ที่มีรายได้ต่อปีต่ำกว่า 100,000 บาท
“สิ่งที่อยากเสนอแนะให้บริษัทประกันเร่งดำเนินการคือ การสร้างความเข้าใจกับประชาชนให้มากขึ้น เพราะประชาชนยังไม่เข้าใจถึงการทำประกันชีวิต โดยเห็นได้จากการถือครองประกันชีวิตยังอยู่ระดับต่ำเมื่อเทียบกับต่างประเทศ" ช่วงหนึ่งจากการกล่าวปาฐกถาพิเศษของอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้กล่าวในหัวข้อ “บทบาทของประกันภัยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในยุคดิจิตอล” ระหว่างเป็นประธานการเปิดงานสัปดาห์ประกันภัยปี 2559 ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) วานนี้
เขายังระบุว่า แนวโน้มธุรกิจประกันยังมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมากเมื่อเทียบกับธุรกิจตลาดทุนและตลาดเงิน และ เทียบกับต่างประเทศที่ธุรกิจประกันมีการเติบโตกว่าตลาดเงินและตลาดทุน ดังนั้นธุรกิจประกันควรปรับเพิ่มประสิทธิภาพต่างๆ โดยเฉพาะการพัฒนาสินค้า และ การสร้างความเข้าใจในระบบประกันให้แก่ประชาชน
นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมามีธุรกิจต่างประเทศให้ความสนใจเข้ามาขยายธุรกิจประกันในประเทศไทยจำนวนมาก เพราะเล็งเห็นแล้วว่า โอกาสการเติบโตในประเทศไทยยังมีอีกมาก ขณะเดียวกันบริษัทประกันภัยสัญชาติไทยที่มีความเข้มแข็งทั้งด้านฐานะทางการเงินและด้านผลิตภัณฑ์ ภาครัฐก็สามารถส่งเสริมให้ทั้งธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัยออกไปเปิดตลาดในต่างประเทศได้ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศCLMV ที่ถือเป็นตลาดที่น่าสนใจ
“ธุรกิจประกันภัยถือว่าเป็นธุรกิจที่สำคัญของภาคการเงิน แต่ปัจจุบันมูลค่าตลาดของธุรกิจประกันอยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท ขณะที่ธุรกิจตลาดเงินและตลาดทุนมีมูลค่าอยู่ที่ 11 ล้านล้านบาท จะเห็นได้ว่าธุรกิจประกันมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก และทางรัฐบาลอยากเห็นธุรกิจประกันมีขนาดเทียบเท่าหรือมากกว่าธุรกิจตลาดเงินและตลาดทุน หากต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนอะไรก็ให้แจ้งมา แต่ต้องไม่ไปเอาเปรียบเขา ต้องถูกต้องเพราะอุตสาหกรรมนี้ ต้องอยู่บนพื้นฐานความเชื่อใจ”
กระทรวงการคลังยังมีแผนจะนำระบบรักษาพยาบาลข้าราชการเข้าสู่ระบบการประกัน เพื่อให้การบริหารจัดการดูแลด้านการรักษาพยาบาลข้าราชการดีขึ้น ปัจจุบัน มีจำนวนข้าราชการ ลูกจ้างและครอบครัวที่มีสิทธิ์รักษาพยาบาลภาครัฐจำนวนประมาณ10ล้านคน รัฐบาลใช้งบประมาณในการรักษาพยาบาลราว6หมื่นล้านบาทต่อปี
“เราคุยเบื้องต้นกับสมาคมประกันว่า ให้รับประกันรักษาพยาบาลข้าราชการ โดยที่สิทธิการรักษาเหมือนเดิม เราหวังการบริหารจัดการจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า และประหยัดงบได้ ถ้าการรักษาของข้าราชการเข้ามาสู่ระบบประกัน เขาสามารถคิดต่อสถานพยาบาลให้พิเศษ ซึ่งเม็ดเงิน 6 หมื่นล้านบาท เทียบได้เท่ากับ 30%ของเบี้ยประกันวินาศภัย ซึ่งจะทำให้ยอดรวมเบี้ยทั้งหมดเพิ่ม 10% ก็เป็นสิ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมประกันก้าวต่อไปได้”
สำหรับการนำเข้าและส่งออกของไทยมีมูลค่ารวม 14 ล้านล้านบาท แต่การทำประกันภัยการขนส่งทางเรือ(มารีน)ยังมีสัดส่วนเพียง 30% ของธุรกิจประกันวินาศภัย และอยู่กับบริษัทประกันต่างชาติเป็นหลักทั้งที่ความเสี่ยงน้อยซึ่งรัฐบาลจะสนับสนุนการทำประกันภัยทางทะเลมากขึ้นโดยจะมีการหารือกับสมาคมประกันวินาศภัยและคปภ.
เขากล่าวด้วยว่า ธุรกิจประกันจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยผลักดันให้ประเทศก้าวไปสู่ยุค 4.0 ซึ่งเป็นยุคที่เน้นนวัตกรรมใหม่ๆ โดยสิ่งที่ธุรกิจควรพัฒนาไปพร้อมกับระบบอี-เพย์เมนท์ของรัฐบาล ก็คือ การทำระบบการชำระและรับเบี้ยประกันผ่านระบบพร้อมเพย์ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการให้บริการแก่ลูกค้า
ประกันอุบัติเหตุคนจนที่จะเริ่มพ.ย.นี้
ด้านสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ. เปิดเผยว่าความท้าทายของธุรกิจประกันในขณะนี้ คือ ความพร้อมการเข้าสู่อุตสาหกรรมดิจิทัล ที่หากผู้ประกอบการรายใดไม่พร้อมจะทำให้เกิดความเสียเปรียบได้ ดังนั้นอุตสาหกรรมประกันภัยต้องปรับตัวและก้าวให้ทันความเปลี่ยนแปลงบริทบแวดล้อมต่างๆที่เกิดขึ้น
คปภ.ยังต้องเตรียมกติกา รวมทั้งมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากการเข้าสู่ยุคดิจิทัล ขณะเดียวกันจะต้องเตรียมรองรับความเสี่ยงและภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งเป็นภัยใหม่ที่เกิดขึ้นในโลกยุคดิจิทัล
“การเข้าสู่ยุคดิจิตอล เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของอุตสาหกรรมประกันภัยไทย ต้องอาศัยนโยบายของรัฐใจการสนับสนุนและความร่วมมือจากทั้งฝ่ายองค์กรกำกับดูแลและภาคอุตสาหกรรม”
สำหรับการจัดงานสัปดาห์ประกันภัยปี2559 คาดว่าจะมีเงินสะพัด900ล้านบาทและล่าสุด คปภ.ได้ร่วมกับบริษัทประกันชีวิต และประกันภัยเปิดจำหน่ายกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุพิเศษเพื่อมวลชนซึ่งถือเป็นโครงการระยะสองหลังจากเปิดประกันเพื่อผู้พิการ 300 บาทระยะแรกไปแล้วโดยให้ความคุ้มครองแก่ประชาชน และผู้พิการในกรณีบาดเจ็บและเสียชีวิต รวมถึงมีการชดเชยการบาดเจ็บร่างกายและค่าใช้จ่ายอุปกรณ์ที่เสียหายจากอุบัติเหตุ เช่น รถเข็นวีลแชร์ ขาเทียม เป็นต้น






