วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'พิชญ์' กู้ซื้อแจส 4 หมื่นล. คาดขายต่อ

"ไทยพาณิชย์" ปล่อยกู้ "พิชญ์ โพธารามิก" 4.25 หมื่นล้านบาทใช้เสนอซื้อหุ้นแจสในตลาดทั้งหมดที่ราคา 7.25 บาท/หุ้น ดันราคาหุ้นพุ่งพรวด 8.27%

น.ส.สายใจ คีตสิน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ JAS แจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ วานนี้ (19 ก.ย.) รับทราบการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดหรือเทนเดอร์-ออฟเฟอร์ ของบริษัทฯ โดยนายพิชญ์ โพธารามิก โดยจะซื้อหุ้น จัสมิน ในราคา 7.25 บาท และ วอร์แรนท์ (JAS-W3 ฉ หุ้นละ 3.68 บาท ซึ่งมีธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นผู้จัดเตรียมคำเสนอซื้อหลักทรัพย์และเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท ภายในวงเงินไม่เกิน 42,500 ล้านบาท

ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลสำคัญซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อการตัดสินใจของนักลงทุน คณะกรรมการบริษัท เห็นสมควรเสนอให้ตลาดหลักทรัพย์หยุดการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นเวลา 1 ชั่วโมงเพื่อให้นักลงทุนได้รับทราบ

โดยปัจจุบัน นายพิชญ์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุดสัดส่วน 25.82% ของทุนจดทะเบียนในบริษัทจัสมิน

หลังจากที่ตลาดหลักทรัพย์อนุมัติให้หุ้นจัสมินฯ และวอร์แรนท์ กับมาซื้อขายได้ ปรากฏว่าราคาหุ้นและวอร์แรนท์ปรับเพิ่มขึ้นอย่างแรง โดยหุ้นสามัญจัสมินปิดตลาดที่ราคา 7.20 บาทบวก 0.55 บาท หรือ8.27% มีปริมาณการซื้อขายมากสุดอันดับหนึ่ง ส่วนวอร์แรนท์ปิดที่ 3.68 บาท บวก 0.48 บาทหรือ 15%

ปัจจุบันบริษัทจัสมินฯทำธุรกิจ ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband Business) ธุรกิจให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม และวางระบบสื่อสารและโทรคมนาคม

ขณะเดียวกัน นายพิชญ์ได้ยืนยันกับบริษัทจัสมินว่า ต้องการทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมด เนื่องจากมีเจตนาที่จะถือหุ้นมากกว่าปัจจุบันซึ่งจะทำให้บริหารงานได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่ไม่มีเจตนาที่จะออกจากการเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์

ไทยพาณิชย์รับปล่อยกู้ในนามบุคคล

ด้านนายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารเตรียมวงเงิน 4.25 หมื่นล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ให้นายพิชญ์ โดยเป็นวงเงินสำหรับการปล่อยกู้บุคคลเพื่อนำเงินไปทำเทนเดอร์-ออฟเฟอร์ หลังจากที่นายพิชญ์ได้เข้าไปถือหุ้นเพิ่มมาเป็น 25.8% แล้ว และการซื้อหุ้นเพิ่มครั้งนี้ เนื่องจากนายพิชญ์เป็นผู้ก่อตั้งธุรกิจและปัจจุบันก็ถือหุ้นอยู่แล้ว แต่ต้องการทำเทนเดอร์เพื่อให้เป็นผู้ถือหุ้นหลัก ในแง่การควบคุมและบริหารบริษัท ประกอบกับมีความเชื่อมั่นในอนาคตบริษัท

ทั้งนี้จะมีการตั้งโต๊ะซื้อหุ้นคืนในช่วงเดือน 27-28 ต.ค. ส่วนวงเงินที่จะใช้จริงจะเป็นเท่าไรนั้นขึ้นกับจำนวนหุ้นที่ได้หลังการทำเทนเเดอร์ออฟเฟอร์

นายอาทิตย์กล่าวว่า การปล่อยกู้ครั้งนี้ธนาคารวิเคราะห์จากพื้นฐานของบริษัทจัสมิน โดยเฉพาะกระแสเงินสด และแนวโน้มการทำธุรกิจในอนาคต ที่ในขณะนี้บริษัทมีกระแสเงินสดแข็งแกร่งที่ 5,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามไม่ได้มีการค้ำประกันสินเชื่อ ขณะที่ดอกเบี้ยที่คิดจะเป็นดอกเบี้ยสำหรับลูกหนี้ธุรกิจ ซึ่งการปล่อยกู้ในวงเงินดังกล่าวถือว่าสมเหตุสมผลที่ธนาคารปล่อยได้ ส่วนการชำระหนี้คืนนั้น จะมาจากปันผลที่ได้รับตามสัดส่วนการถือหุ้นที่เพิ่ม

ชี้คนละมิติจัสมินกู้เพื่อประมูล 4 จี

ทั้งนี้ยืนยันว่า การปล่อยกู้ครั้งนี้ แตกต่างจากดีลที่จัสมินกู้ธนาคารกรุงเทพเพื่อประมูล 4 จี เพราะเป็นการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ถือหุ้นกู้ไปซื้อหุ้นโดยพิจารณาจากพื้นฐานธุรกิจของจัสมินเทียบกับธุรกิจ 4จี ที่ยังไม่แน่ชัดว่าจะใช้เม็ดเงินลงทุนเท่าใด และมีรายได้กลับมาจริงหรือไม่

"คนละมิติกับ 4 จี เพราะเราปล่อยเจ้าของ เค้าเป็นผู้ถือหุ้นที่มีผลประกอบการมีกำไร การถือหุ้นเพิ่มก็เป็นเรื่องที่ แบงก์ในฐานะผู้ให้สินเชื่อเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ต้องพิสูจน์ว่าลงทุนแล้วจะมีรายได้หรือไม่เพราะมีรายได้อยู่แล้ว ไม่ยากอะไร แล้วเราดูที่ EBITDA และกระแสเงินสด เงินลงทุนบริษัทในอนาคต ที่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นอีก แต่4 จียังไม่มีธุรกิจเกิดขึ้นและไม่รู้ต้องใช้เงินเท่าไร

แต่ธุรกิจบรอดแบรนด์ยังมีแนวโน้มที่ดี ผู้เล่นน้อย คู่แข่งน้อย ซึ่งการเติบโตของธุรกิจนี้จะเป็นการโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา ไม่ใช่ลงทุนแบบก้าวกระโดด ด้วยรายได้หลังหักดอกเบี้ย ค่าเสื่อม (EBITDA) ที่มีจะค่อย ๆ โต ระยะต่อไป"

ทั้งนี้ในอนาคต หากบริษัทมีการลงทุนหรือดีลอื่น ๆ ธนาคารจะปล่อยกู้ให้อีกหรือไม่นั้น หากเป็นสินเชื่อเพื่อลงทุนโครงการก็ต้องพิจารณาความเป็นไปได้โครงการ ซึ่งโอกาสทางธุรกิจเกิดได้เสมอ โดยธนาคารจะพิจารณาตามพื้นฐานธุรกิจ

สำหรับรายได้ในดีลนี้ จะมาจากรายได้ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมที่ปรึกษาทางการเงิน และการทำเทนเดอร์-ออฟเฟอร์ก็ต้องใช้บล.ไทยพาณิชย์ด้วย ขณะเดียวกันธนาคารยังจะเสนอบริการธุรกรรมทางการเงิน ให้กับบริษัท สร้างรายได้ให้ธนาคารเพิ่มเติมด้วย