วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยกฟ้องบัตรเครดิต เอาเปรียบผู้บริโภค

"มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค" ยกเคสศาลยกฟ้องคดีธนาคารฟ้องลูกค้า ไม่ชำระค่าบัตรเครดิต เตือนผู้บริโภคอย่ายอมจ่ายหนี้หากแจ้งยกเลิกถูกต้อง

จากกรณีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ฟ้องดำเนินคดีผู้ถือบัตรเครดิต จากการค้างชำระยอดรูดบัตรซื้อบริการคอร์สเสริมความงาม ที่มีการทำเรื่องขอยกเลิกการใช้บริการคอร์สเสริมความงามไปแล้ว นั้น

นางนฤมล เมฆบริสุทธิ์ หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่ามีผู้บริโภคร้องเรียนมายังมูลนิธิ กรณีใช้บัตรเครดิตของธนาคารไทยพาณิชย์ ซื้อคอร์สบริการเสริมความงามจากสถานเสริมความ ซึ่งเป็นคอร์สทำหน้าจำนวน 10 ครั้ง ในราคา 50,000 บาทโดยผู้ร้องได้ทดลองทำหน้า 1 ครั้ง ในครั้งแรกเป็นการทดลองทำให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ขณะที่แล้วเกิดอาการแพ้ คันที่ใบหน้าและรอบดวงตา จนต้องไปรักษาอาการแพ้ที่โรงพยาบาล ต่อมาจึงได้แจ้งสถานเสริมความงามเพื่อขอยกเลิกสัญญาในการใช้บริการ และแจ้งธนาคารฯ ให้ระงับการชำระค่าบริการผ่านบัตรเครดิต

แต่ต่อมาทางธนาคารฯ ได้ยื่นเรื่องฟ้องร้องผู้บริโภครายนี้ต่อศาล จากการค้างชำระค่าบริการคอร์สเสริมความงาม ทั้งที่ผู้บริโภคส่งเรื่องไปให้ธนาคารฯ ระงับการจ่ายเงินแล้ว และเมื่อเร็วๆ นี้ศาลพิพากษาว่า ธนาคารฯ กระทำโดยเอาเปรียบผู้บริโภค และเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงให้ผู้ร้องไม่ต้องชำระค่าบริการของสถานเสริมความงามและให้ยกฟ้อง

“ผู้บริโภคมักถูกฟ้องคดี เวลาเอาบัตรเครดิตไปรูดซื้อสินค้าหรือบริการ แล้วผู้ประกอบการผิดสัญญา พอบอกเลิกสัญญาไปแล้ว ก็ไม่ได้แจ้งกับธนาคารเจ้าของบัตรฯ หรือแจ้งไปแล้วก็ไม่ดำเนินการให้ ทั้งที่ธนาคารฯ ควรจัดการปัญหานี้ให้กับผู้บริโภคด้วย”

นางนฤมล กล่าวว่าการที่ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบจากผู้ประกอบธุรกิจ ไม่ได้แปลว่าผู้บริโภคต้องยินยอมใช้หนี้ที่เกิดขึ้น ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจบัตรเครดิตเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา ปี พ.ศ. 2542 ข้อ 3 ( 7 ) (ข) ระบุว่า ถ้าผู้บริโภคไม่ได้รับสินค้า หรือบริการเป็นไปตามที่ตกลงไว้ มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ภายใน 30 - 45 วันแล้วแต่กรณี

หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ แนะนำด้วยว่าเมื่อเลิกสัญญากับผู้ประกอบการแล้ว ผู้บริโภคต้องแจ้งให้ธนาคารเจ้าของบัตรเครดิตระงับการจ่ายเงินให้กับคู่กรณีด้วย ซึ่งสิ่งสำคัญคือต้องทำทุกอย่างให้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นหลักฐาน หากมีการฟ้องคดีเกิดขึ้น

“อย่างกรณีนี้ ผู้บริโภคใช้สินค้าแล้วแพ้ ใช้บริการไม่ได้ หรือใช้บริการแล้วไม่เป็นไปตามที่ตกลงไว้ สามารถยกเลิกสัญญาได้ตามสิทธิของผู้บริโภค และเมื่อผู้ร้องได้แจ้งกับธนาคารเจ้าของบัตรฯ แล้ว แต่ธนาคารฯ ยังจ่ายค่าบริการให้สถานเสริมความงามไป ทั้งที่ยกเลิกสัญญาแล้ว ธนาคารฯ จะมาเรียกเก็บเงินกับผู้บริโภคไม่ได้”

ทั้งนี้ ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ ข้อ 3 (7) (ข) ระบุว่าไม่เป็นการตัดสิทธิของผู้บริโภคที่จะขอยกเลิกการซื้อสินค้า หรือรับบริการภายในระยะเวลา 45 วัน นับแต่วันที่สั่งซื้อหรือขอรับบริการ หรือภายในระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันถึงกำหนดมอบสินค้า หรือบริการ ถ้าผู้บริโภคพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้รับสินค้า หรือบริการ หรือได้รับแต่ไม่ตรงตามกำหนด ไม่ครบถ้วน ชำรุดบกพร่อง