"ธปท." จี้แบงก์ที่หน้าที่ "คัสโตเดียน" รายงานข้อมูลลูกค้าต่างชาติถือบอนด์ไทย หลังพบเงินทุนต่างชาติไหลเข้า-ออกแรง สร้างความผันผวนให้ตลาดเงิน
เงินทุนที่ไหลเข้าประเทศไทยต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา กดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) แสดงความเป็นห่วงว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในบางช่วงอาจไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงขอให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ติดตามดูผู้เล่นในตลาดเงินใกล้ชิดมากขึ้น
นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ธปท.เตรียมขอให้ผู้รับฝากทรัพย์สิน (คัสโตเดียน) รายงานประเภทของนักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาถือตราสารหนี้หรือพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์) ในไทยมายัง ธปท. เพื่อที่ ธปท. จะได้ทราบว่ากลุ่มลูกค้าเหล่านี้เป็นนักลงทุนประเภทไหน และมาจากประเทศใด ซึ่งจะช่วยให้ ธปท. มีความเข้าใจกลุ่มผู้ลงทุนมากขึ้น โดยการรายงานข้อมูลดังกล่าวจะขอให้เริ่มดำเนินการในปีหน้าเป็นต้นไป
เรียกคัสโตเดียนหารือสัปดาห์หน้า
“สัปดาห์หน้าเราจะเชิญคัสโตเดียนต่างๆ มาทำความเข้าใจในเรื่องนี้ ซึ่งจะขอให้เขารายงานว่า คนที่เป็นผู้ถือพันธบัตรจริงๆแล้วเข้ามาลงทุนในไทย เป็น กลุ่มผู้ลงทุนประเภทไหน และมาจากประเทศใด เราไม่ต้องการทราบชื่อ แต่ต้องการทราบแค่ว่าเป็นนักลงทุนประเภทไหนเท่านั้น”
ทั้งนี้เนื่องมาจากในภาวะที่เงินทุนต่างชาติไหลเข้าไทยจำนวนมาก เงินที่ไหลเข้าเหล่านี้อาจมีผู้เล่นบางกลุ่มมีผลต่อการไหลเข้าไหลออกของเงิน และสร้างความผันผวนให้กับตลาดได้ ซึ่งอาจไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทำให้ ธปท. จำเป็นต้องทราบข้อมูลเหล่านี้ด้วย
นอกจากนี้ การขอให้คัสโตเดียนรายงานข้อมูลดังกล่าว ยังถือเป็นการยกมาตรฐานการรายงานข้อมูลให้อยู่ในมาตรฐานที่ควรเป็นมากขึ้น ซึ่งหลายประเทศก็มีการขอให้รายงานข้อมูลลักษณะนี้ เช่น ออสเตรเลีย และ เกาหลีใต้ เป็นต้น
“ที่เราทำแบบนี้เพื่อจะได้เข้าใจมากขึ้นว่า นักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในตลาดบอนด์ เป็นนักลงทุนต่างประเทศกลุ่มไหน และต้นทางมาจากประเทศใด เป็นนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนยาวหรือสั้น ซึ่งทำให้มาตรฐานการรายงานของเราอยู่ในระดับที่ควรเป็น และการได้ข้อมูลที่ครบถ้วนมากขึ้น ยังมีส่วนช่วยในการทำนโยบายต่างๆ ด้วย”
โดยธปท.ได้ออกประกาศดังกล่าว เมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยกำหนดให้จัดส่งข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงจากการลงทุนในตราสารหนี้ เพื่อการจัดทำสถิติดุลการชำระเงินและฐานะการลงทุนระหว่างประเทศ
ประชุมชี้แจงแบงก์ 22 ก.ย.นี้
ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ที่ทำหน้าที่เป็นผู้รับฝากทรัพย์สินในประเทศไทยต้องจัดส่งรายงานข้อมูลยอดคงค้างการถือครองตราสารหนี้ที่ออกในประเทศไทยมายัง ธปท.ภายใน 10 วัน นับจากวันสิ้นเดือน โดยให้เริ่มส่งข้อมูลตั้งแต่งวดเดือนม.ค.2560 เป็นต้นไป
ขณะเดียวกัน ธปท. จะจัดให้มีการประชุมชี้แจงในวันที่ 22 ก.ย.นี้ เวลา 9.30-12.00 น.
นายวิรไท ยังกล่าวถึงการปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีปีนี้เป็น 3.2% จากเดิมที่ 3.1% ว่า แม้จะปรับเพิ่มแต่ปัจจัยเสี่ยงโดยรวมยังคงมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริโภคซึ่งยังต้องติดตามดูว่า จะฟื้นตัวได้ต่อเนื่องหรือไม่
“เวลาที่เศรษฐกิจฟื้นตัวค่อยเป็นค่อยไป ไม่กระจายตัว ธุรกิจเอสเอ็มอีและ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพาณิชย์ในต่างจังหวัด เป็นภาคที่เราต้องติดตามดูต่อเนื่อง ที่ผ่านมาเราก็คุยกับแบงก์ต่อเนื่อง ซึ่งทุกแบงก์ก็คอยให้การช่วยเหลือ และถือว่าเรื่องนี้เป็นนโยบายสำคัญ จะเห็นว่าหลายแบงก์ที่ให้การช่วยเหลือลูกค้าในเชิงรุกมากขึ้น”
สำหรับคำถามที่ว่าเศรษฐกิจไทยในขณะนี้จำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐเพิ่มเติมหรือไม่นั้น นายวิรไท กล่าวว่า ช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงมากขึ้น หลายประเทศเห็นตรงกันว่า บทบาทของนโยบายการคลังยังมีความสำคัญ เป็นกลไกที่จะทำให้แน่ใจว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ต้องเป็นนโยบายที่ส่งเสริมการเติบโตระยะยาวด้วย
“การกระตุ้นเรื่องการบริโภคอาจช่วยได้เพียงสั้นๆ ส่วนนโยบายที่กระตุ้นการลงทุน การวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจ ที่จะทำให้เกิดการลงทุนต่อเนื่องระยะยาว ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก การเติบโตของจีดีพีในแต่ละปี ไม่สำคัญเท่ากับความสามารถการแข่งขันในระยะยาว ดังนั้นการทำนโยบายการคลัง ควรต้องเอื้อต่อความสามารถการแข่งขันเป็นสำคัญ”
คาดธปท.เตรียมพร้อมรับมือถูกโจมตี
น.ส.อริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวถึงกรณีที่ ธปท.จะให้คัสโตเดียน เปิดเผยข้อมูลนักลงทุนต่างประเทศที่ลงทุนในบอนด์นั้น เข้าใจว่า ธปท.คงเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับกรณีที่เงินไหลเข้าออกในอนาคตหากเกิดอะไรขึ้น หรือหากเกิดการโจมตีค่าเงินก็จะได้รับมือได้ถูก เนื่องจากการที่ต่างประเทศเข้ามาลงทุนในไทยโดยผ่านคัสโตเดียน ไม่ได้จดทะเบียนแยกประเทศว่ามาจากที่ไหนผ่าน โดยผ่านมาทางสิงคโปร์หรือฮ่องกง จะเข้ามาเป็นล็อตรวมกัน ทำให้ไม่สามารถรู้ได้ว่า เงินที่เข้ามาลงทุนนั้น มาจากที่นักลงทุนประเทศใดบ้าง ซึ่งในประเทศเกาหลีใต้ก็มีมาตรการให้เปิดเผยรายชื่อนักลงทุนต่างประเทศที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเหมือนกัน
รับอาจมีผลต่อการลงทุนของต่างชาติ
อย่างไรก็ตามยอมรับว่ามาตรการของธปท.อาจมีผลทำให้การลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศชะลอความเร็วไปบ้าง แต่เชื่อว่าโดยภาพรวมคงจะไม่กระทบกับสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดพันธบัตรนัก โดยปัจจุบันสัดส่วนนักลงทุนต่างประเทศที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐและพันธบัตรธปท.อยู่ที่ 10% ของยอดคงค้าง 10 ล้านล้านบาท
“คิดว่าทางการคงไม่ทำอะไรที่จะทำให้ต่างชาติถึงกับถอนการลงทุน เพราะเรายังต้องการให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในพันธบัตรไทยอยู่ เพราะสัดส่วนต่างชาติถือบอนด์เรายังน้อย เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย ซึ่งมีสัดส่วนถึง 30-40% เชื่อว่าการทำของธปท.เป็นเพียงการเตรียมความพร้อมไว้เท่านั้นเพราะอนาคตเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ารู้ว่าใครมาลงทุนในพันธบัตรบ้างก็จะได้รับมือได้ถูก ”
ต่างชาติซื้อบอนด์ไทย 1.5แสนล้าน
โดยการลงทุนของต่างชาติช่วงนี้คลายความกังวลเรื่องเฟดขึ้นดอกเบี้ยไปบ้างทำให้ยอดยังเป็นซื้อสุทธิอยู่ค่อนข้างมาก ซึ่งจะเป็นบางช่วงถ้าหากวิตกกังวลเรื่องเฟดเงินก็จะไหลออก โดยส่วนใหญ่จะไหลออกในบอนด์สั้นอายุต่ำกว่า 1 ปี แต่บอนด์ระยะกลางและยาวจะไม่ค่อยผันผวนนัก
สำหรับการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศในพันธบัตรภาพรวมตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันยังเป็นการซื้อสุทธิ 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นยอดที่ใกล้เคียงกับยอดซื้อของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้น








