ลดพอร์ตลง เริ่มเก็บหุ้นขนาดใหญ่ที่ปรับตัวลดลงมาแรง โดยเฉพาะในกลุ่มที่อิงกับการลงทุนและการบริโภคในประเทศ
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ : แกว่งตัวออกด้านข้าง
ทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้ คาดจะแกว่งตัวออกด้านข้างโดยรอการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในคืนนี้ ซึ่งได้แก่ ยอดค้าปลีกเดือน ส.ค. 2559 เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ FED ขณะที่วานนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ตามคาด ส่วนนักลงทุนต่างชาติวานนี้ยังซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยต่ออีก 1,478 ล้านบาท
แนวรับ/แนวต้าน : 1440/1470 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 70% : พอร์ตหุ้น 30%
กลยุทธ์ : ลดพอร์ตลง เริ่มเก็บหุ้นขนาดใหญ่ที่ปรับตัวลดลงมาแรง โดยเฉพาะในกลุ่มที่อิงกับการลงทุนและการบริโภคในประเทศ
หุ้นแนะนำ
BCH (14.00) : คาดกำไร 3Q59 จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้ง qoq และ yoy จากช่วง high season และการรับรู้รายได้ประกันสังคมที่เลื่อนมาจากช่วง 2Q59 ทั้งนี้เราคาดกำไรปี 59 นี้ จะเติบโตก้าวกระโดดจาก การถึงจุดคุ้มทุนของ รพ. WMC การเติบโตของ รพ.ในเครือทั้งจำนวนผู้ป่วยนอกและใน การขึ้นค่ารักษาพยาบาล และจำนวนผู้ป่วยประกันสังคมที่เพิ่มขึ้น
TPCH (24.56) : เราคาดว่าแนวโน้มผลประกอบการอยู่ในช่วงขาขึ้น จากโรงไฟฟ้าแห่งที่ 4 (TSG) คาดว่าจะ COD ได้ในช่วง 3Q59 และโรงไฟฟ้าอีก 2 โรง (PGP และ SGP) จะทยอย COD ในช่วงต้นปี 60 นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจาก 1) การเปลี่ยนระบบการรับซื้อราคาของโรงไฟฟ้าแห่งที่ 1 (CRB) จาก Adder เป็น Fit 2) โรงไฟฟ้าที่ปัตตานีซึ่งอยู่ระหว่างการขอ PPA 3) การประมูลโรงไฟฟ้าชีวมวลภาคใต้และรอบใหม่ๆ และ 4) การลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือกในต่างประเทศ
EGCO (220) : เราคาดว่าแนวโน้มผลประกอบการอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยไตรมาส 3/59 คาดรายได้จะเป็นจุดสูงสุดของปีจากโรงไฟฟ้าขนอม (KN4) ที่เริ่มรับรู้รายได้เต็มไตรมาส พร้อมทั้งคาดว่าจะ COD โรงไฟฟ้าพลังงานลมที่ชัยภูมิกำลังการผลิต 90 MW ในช่วงไตรมาส 4/59 นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกส่วนต่อขยายของโรงไฟฟ้าขนอม และยังเป็นหุ้น Defensive play ในช่วงตลาดขาลง
IVL (40) : แนวโน้มในครึ่งปีหลังยังดีต่อเนื่อง ในขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมา 20% นับตั้งแต่จุดสูงสุด เรามองว่ารับข่าวร้ายไปพอสมควรแล้ว ในขณะที่การลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศ ซึ่งจะไม่ได้รับผลลบจากปัจจัยในประเทศมาก นอกจากนี้ยังได้ผลดีจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงเมื่อคืน
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ กนง. ปรับเพิ่ม “จีดีพี” ปีนี้โต 3.2% หลังการบริโภคไตรมาส 2 ดีกว่าคาด ชี้ผลจากปัจจัยกระตุ้นชั่วคราว ห่วงเงินบาทบางช่วงที่แข็งค่าเร็วเกินไป สั่ง ธปท.ติดตามผู้เล่นในตลาดใกล้ชิด พร้อมประเมินส่งออกปีหน้า ยังหดตัวต่อเนื่อง ฉุดลงทุนภาคเอกชนชะลอ ยอมรับปราบทัวร์ศูนย์เหรียญกระทบการท่องเที่ยวบ้าง คาดหายไป 2 แสนคนปีนี้
+ ทอท.เร่งเดินหน้าสุวรรณภูมิเฟส 2 เตรียมงบ 5.4 หมื่นล้านเปิดประมูลรันเวย์ 3-เทอร์มินัล 2 คาดเปิดประมูลไตรมาสแรกปีหน้า รองรับท่องเที่ยวขยายตัว คาดปีนี้โต 17% รายได้พุ่ง 10% ด้านนายกฯ จี้วางแผนพัฒนาเฟส 3 รับเปิดเสรีอาเซียน
+ ฟิทช์เรทติ้งส์เชื่อแบงก์พาณิชย์ไทย มีเสถียรภาพ แม้อันดับเครดิตเป็นลบ ระบุฐานเงินทุนยังแข็งแกร่ง รับมือเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นได้ดี พร้อมประเมินการเข้ามาของเทคโนโลยี ช่วยเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมระยะยาว
+ กรุงศรีอยุธยาเอาจริงบุกฟินเทค หนุนสตาร์ทอัพในไทย พร้อมซื้อเทคโนโลยีใหม่จากต่างประเทศ ส่วน ธอส.ปลื้มลูกค้าแห่ขอสินเชื่อบ้าน 63 ปี ดอกเบี้ยต่ำ สั่งขยายกรอบวงเงินให้กู้เป็น 3 หมื่นล้าน ทางด้าน ธ.ก.ส.อัดเงิน 1.5 หมื่นล้าน ร่วมแพ็กเกจแก้หนี้นอกระบบ ปล่อยกู้ 5 หมื่น-1.5 ล้าน ดอกเบี้ย 12%
ปัจจัยต่างประเทศ
- ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลงในวันพุธ ขณะที่นักลงทุนวิตกกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)และราคาน้ำมันที่ลดลงถ่วงหุ้นกลุ่มพลังงาน แม้หุ้นแอปเปิลพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดของปีนี้ก็ตาม ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 31.98 จุดหรือ 0.18% สู่ 18,034.77
+ ดัชนี FTSE 100 ที่ตลาดหุ้นอังกฤษปิดขยับขึ้นเล็กน้อยในวันพุธ หลังจากปิดตลาดในแดนลบมานานติดต่อกัน 3 วัน โดยดัชนีได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดบวกขึ้น 7.68 จุด หรือ 0.12 % สู่ 6,673.31 โดยดัชนีพุ่งขึ้นมาแล้ว 7 % จากช่วงต้นปี 2016 แต่ยังคงอยู่ใกล้จุดต่ำสุดรอบ 1 เดือนที่ 6,654.48 ที่ทำไว้ในวันจันทร์
- ดัชนีนิกเกอิที่ตลาดหุ้นโตเกียวปิดร่วงลงมาที่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ครึ่งในวันพุธ โดยถูกกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มธนาคารท่ามกลางการคาดการณ์มากขึ้นว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) จะลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก ทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดร่วงลง 114.80 จุด หรือ 0.69% ที่ 16,614.14 ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค.
+ ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ดิ่งลง 2.9 % ในวันพุธ และปิดตลาดร่วงลงเป็นวันที่สองติดต่อกัน หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) รายงานว่า สต็อกผลิตภัณฑ์น้ำมันสหรัฐพุ่งขึ้นครั้งใหญ่ในสัปดาห์ที่แล้ว และปัจจัยนี้บดบังแรงหนุนที่ราคาน้ำมันได้รับจากการลดลงของสต็อกน้ำมันดิบ ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือน ต.ค.ดิ่งลง 1.32 ดอลลาร์ หรือ 2.9 % มาปิดตลาดที่ 43.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล








