"YUNA”เสื้อผ้าเรียบหรู มีคนเบื้องหลังเป็นสตรีใน3จังหวัดชายแดนใต้ นี่คือผลงานของดีไซเนอร์สาวเก่ง ผู้ขอใช้ตัวเองสร้างประโยชน์สูงสุดต่อสังคม
“การให้มี 3 แบบ คือให้เวลา ด้วยการเสียสละเวลาของตัวเอง ไปทำประโยชน์เพื่อสังคม 2.การบริจาค และสุดท้ายให้ด้วยความสามารถ โดยการสอนผู้อื่นในทักษะที่เราเก่งอยู่แล้ว เพื่อให้เขาไปสร้างเป็นอาชีพของตัวเองได้”
นิยามการให้ จากคำบอกเล่าของ “ยูกิ-อุณาวรรณ ตั้งคารวคุณ” เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า “ยูนา” (YUNA) หลังชีวิตส่วนตัวผ่านการให้มาหลายรูปแบบ จนสุดท้ายเกิดคำถามกับตัวเองว่า สิ่งที่ทำผ่านมาทั้งหมดนั้น มีคุณค่ามากพอหรือยัง หรือมีอะไรที่เธอพอจะทำให้คนอื่นได้มากกว่านี้ โดยใช้ทักษะที่เธอมี ในฐานะดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้ายูนา ซึ่งเปิดมาได้ประมาณ 5 ปีแล้ว
คำถามที่คั่งค้างอยู่ในใจ มีโอกาสค้นพบคำตอบ หลังเธอได้เข้าร่วมโครงการ Global Impactors’ Network ซึ่งริเริ่มโดย Oxfam Thailand และ สถาบัน ChangeFusion โครงการน้ำดีที่สร้างเครือข่ายของผู้นำภาคธุรกิจ และมืออาชีพที่มีประสบการณ์จากหลากหลายสาขา มาร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงดีๆ เพื่อสังคม ด้วยการให้คำปรึกษาแก่วิสาหกิจชุมชน ที่ทำงานในการแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม
หนึ่งในผลิตผลของโครงการ คือลงไปพัฒนาธุรกิจของกลุ่มวิสาหกิจสตรีใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาความไม่สงบ ซึ่งกินเวลานานกว่า 12 ปี มีผู้หญิงกว่า 2,800 คน ต้องสูญเสียสามี และเป็นหม้าย เด็กอีกกว่า 8 พันคน ต้องกลายเป็นกำพร้า ขณะสตรีที่เคยเป็นแค่แม่บ้าน ก็ต้องผันตัวเองขึ้นมาเป็นเสาหลักของครอบครัว และหาอาชีพที่จะดูแลครอบครัวต่อไปได้
“มีอยู่วันหนึ่ง ยูกิได้ร่วมทำเวิร์คช็อปกับกลุ่มแม่บ้าน มีแม่บ้านท่านหนึ่งลุกขึ้นยืน แล้วพูดทั้งน้ำตาว่า รู้สึกดีใจมาก ที่มีพวกเราเข้ามาช่วยเหลือ ทำให้เขาสามารถลุกขึ้นมาต่อสู้ และยืนหยัดด้วยตัวเองได้ จากนี้เขาจะกลับไปบ้าน แล้วบอกกับทุกๆ คนว่า เราจะไม่ลำบากอีกต่อไปแล้ว”
คำพูดสุดซึ้งสะกิดใจเธอเข้าอย่างจัง จากเคยแค่เป็นอาสาสมัครมาช่วยให้คำปรึกษา เลยคิดที่จะทำอะไรจริงจัง เพื่อช่วยผู้หญิงกลุ่มนี้ได้มากขึ้น เธอเริ่มจากดูว่าแม่บ้านแต่ละกลุ่มมีความสามารถด้านไหนที่พอจะมาร่วมทำงานกับแบรนด์ของยูนาได้ จนได้พบกับแม่บ้าน กลุ่มปักดอกผ้าละหมาดหรรษา และกลุ่มผ้าคลุมผมวานิตา
“แม่บ้านกลุ่มนี้มีฝีมือในการปักผ้าคลุมฮิญาบที่สวยงามมาก ยูกิจึงไปคุยกับทีมงานเราเพื่อดูว่า จะออกคอลเลคชั่นอะไรที่จะให้กลุ่มแม่บ้านเหล่านี้มาช่วยเราได้ เลยออกแบบชุดที่เน้นเรื่องของการปัก มีลวดลาย และสีสัน ที่เหมาะกับตลาดสมัยนี้ แล้วไปให้กลุ่มแม่บ้านใน 3 จังหวัด ปักเย็บให้”
เธอบอกว่า การใช้ฝีมือของกลุ่มแม่บ้าน ไม่ได้สร้างอุปสรรคในการทำงาน ตรงกันข้าม กลับช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับงานของพวกเธอด้วยซ้ำ เพราะกลุ่มแม่บ้าน เก่ง และฝีมือดี ที่สำคัญคือ กระตือรือร้นที่อยากจะทำมากๆ ด้วย
“จุดแข็งของกลุ่มแม่บ้านคือ เขามีความกระตือรือร้นที่อยากจะเรียนรู้ และพัฒนาฝีมือของตัวเองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเขาค่อนข้างจะเปิดให้เราสอน แต่ก็ต้องค่อยๆ สอน ค่อยๆ อธิบายการทำงานของเรา ว่าจะไม่เหมือนระบบพื้นบ้าน หรือระบบครอบครัว ที่เขาคุ้นเคย แต่เป็นอุตสาหกรรมแฟชั่น ที่มีกำหนดการทำงานที่ชัดเจน เพื่อปรับการทำงานของเขาให้เข้ากับระบบของเรา” เธอบอกวิธีทำงานกับกลุ่มแม่บ้าน
จากการได้ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ และได้ร่วมทำงานกับกลุ่มแม่บ้าน เธอว่า ทำให้มีมุมมองและทัศนคติเปลี่ยนแปลงไปในหลายๆ ด้าน อย่าง ได้รู้ว่าภาคใต้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ได้เห็นธรรมชาติที่สวยงาม อาหารอร่อย ผู้คนมีแต่รอยยิ้ม และจิตใจดี เป็นสังคมชนบทที่มอบแต่ความอบอุ่นให้ ซึ่งอาจจะมากกว่าสังคมเมืองที่เธออยู่ในวันนี้ด้วยซ้ำ
จากประสบการณ์ของดีไซเนอร์ ที่ลงไปทำงานเพื่อสังคม ทำให้เธอได้เรียนรู้ว่า คนเราสามารถเพิ่มพื้นที่ส่วนตัวเพื่อไปหยิบยื่นโอกาสให้กับผู้อื่นได้เสมอ
“งานนี้สร้างคุณค่าให้กับผู้อื่น และยังสร้างคุณค่าให้ตัวเราเองด้วย เราช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับชุมชน พัฒนาให้เขามีศักยภาพ สามารถลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อครอบครัวและตัวเขาเองได้” เธอบอกผลลัพธ์ที่ตัวเธอก็ได้ด้วย
อุณาวรรณ บอกเราว่า แบรนด์ยูนาไม่ใช่แบรนด์ที่ใหญ่โตอะไร ถึงวันนี้เธอก็ยังมีแค่หน้าร้านเล็กๆ ที่ เซ็นทรัลเวิลด์ และขายผ่านเฟซบุ๊ก “YUNA” เป็นหลักเท่านั้น แต่เธอก็หวังว่า สิ่งที่คนตัวเล็กๆ ได้ทำให้เห็นในวันนี้ จะเป็นใบเบิกทางให้กลุ่มแม่บ้านได้เรียนรู้ระบบการทำงานกับแบรนด์ เพื่อที่อนาคตจะสามารถไปทำงานร่วมกับแบรนด์อื่นๆ ได้ ส่วนแบรนด์ต่างๆ ก็จะได้เห็นศักยภาพของชาวบ้าน และเลือกมาทำงานกับชุมชนมากขึ้น เพื่อช่วยแก้ปัญหา และสร้างรายได้ที่มั่นคงยั่งยืน ให้กับพวกเขาเหล่านี้
“ยูกิตั้งใจทำตรงนี้เพื่อเป็นแนวทางให้กับแบรนด์อื่นๆ โดยเฉพาะแบรนด์ใหญ่ เพื่อให้เขาได้เห็นว่า มันมีโมเดลแบบนี้อยู่ ที่แบรนด์สามารถลงมาทำงานกับชุมชน เพื่อช่วยพัฒนาชุมชน และธุรกิจไปพร้อมกันด้วย” เธอบอกความหวัง
แรงบันดาลใจในการทำเพื่อสังคม มาจากถ้อยประโยคหนึ่งจากคำกล่าวของ “แองเจลินา โจลี” ที่บอกว่า ‘ฉันจะทำดีที่สุดกับชีวิตนี้ โดยการใช้ตัวเองให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้อื่น’
“ยูกิเชื่อว่าทุกคนมีความสามารถที่จะหยิบยื่นโอกาสของตัวเองไปช่วยเหลือผู้อื่นได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งสิ่งที่ยูกิทำไม่ได้เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่เลย แค่พยายามที่จะช่วยเหลือผู้อื่น เพื่อให้เขาลุกขึ้นมาต่อสู้ และดำรงชีวิตให้อยู่รอดได้ ก็หวังว่าสิ่งที่ทำจะสร้างความหมายในใจพวกเขา และตัวของยูกิเองด้วย” เธอฝากความหวังไว้แค่นั้น
เพื่อให้ความสวยงามจากปลายด้ามขวาน ช่วยกระตุ้นเตือนใจใครหลายคน ให้เปลี่ยนมุมมองการให้ ที่ไม่ได้มีแค่การบริจาค แต่ยังสามารถแบ่งปันความสามารถที่มีติดตัว ร่วมเปลี่ยนแปลงสังคมไปด้วยกันได้

