วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (14 ก.ย.59)

ธนาคารกลางใหญ่ก่อความสับสน

คาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวลงในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นโลกจากความไม่ชัดเจนว่าธนาคารกลางของโลกกำลังจะดำเนินมาตรการอย่างไรต่อไปและราคาน้ำมันร่วงแรงหลังจากทั้ง OPEC และ IEA คาดการณ์ว่าน้ำมันจะยังล้นตลาดไปอีกในปีหน้า ในขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ Fed ออกมาให้ข่าวขัดกันเองเรื่องอัตราดอกเบี้ย แผนของ BOJ เรื่องการจะดำเนินการให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสูงขึ้นและระยะสั้นลดลงหรือคงที่ ทำให้ตลาดมองว่า BOJ กำลังจะเปลี่ยนนโยบายหรือไม่ ในขณะที่ ECB กำลังทบทวนนโยบายการเงินของตนเช่นกัน วันนี้ ธปท.ก็มีประชุม กนง. ซึ่งเราคาดว่าจะคงดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 11 ติดต่อกันจากการที่อุปสงค์ภายในประเทศดีขึ้นและเงินเฟ้อก็ขยับขึ้น ในขณะที่ ครม.มีมติคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไปอีก 1 ปี


หุ้นเด่นวันนี้: WIIK (Bt4.22; BUY; 17TP AWS Bt6.30)

WIIK มีแนวโน้มผลประกอบการที่สดใสมาก ในปี 2559-2560 เป็นผลจากความต้องการการจัดสรรน้ำประปาสะอาดคุณภาพสูง รวมถึงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เฉพาะ ธุรกิจหลักของ WIIK คือการผลิตและจำหน่ายท่อ HDPE และอุปกรณ์ข้อต่อที่ใช้สำหรับการส่งน้ำ การระบายน้ำ และการกำจัดน้ำเสีย เราคาดหวังวงจรขาขึ้น สำหรับท่อ HDPE ที่จะมาแทนท่อเหล็กและท่อคอนกรีต เราคาดอัตราการเติบโตของยอดขายท่อ HDPE เติบโต 19% ในปี 2559 และเติบโต 12% ในปี 2560อัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าเพิ่มขึ้นจาก 16% ในปี 2015 เป็น 21%-22% ในปี 2559-2560ขณะเดียวกัน WIIK ขยายตัวเข้าสู่ธุรกิจการบริหารจัดการน้ำ โดยการลงนามในสัญญา 20 ปีกับSiam Eastern Industrial Park ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง คาดว่ามีรายได้ที่สม่ำเสมออย่างน้อย 48 ล้านบาทต่อปี บริษัทวางแผนจะเพิ่มจำนวนลูกค้าสองรายทุกปี และมีแนวโน้มว่าธุรกิจนี้จะทำรายได้อย่างมีนัยสำคัญในอนาคต เราคาดว่าWIIKจะมีอัตราการเติบโตของEPS ที่แข็งแกร่งของ 67% ในปี 2559 และ 27% ใน ปี 2560 เราแนะนำซื้อ WIIK และให้ราคาเป้าหมายที่ 6.30 บาท ประเมินโดยวิธี sum-of -the-parts แยกเป็นการใช้PER ที่ 14 เท่าในปี 2560 สำหรับธุรกิจ ท่อ HDPE ได้ค่าเท่ากับ 5.80 บาท บวกเพิ่มด้วยมูลค่า DCF ของธุรกิจการบริหารจัดการน้ำอีก 0.47 บาทปัจจุบัน WIIKPER เพียง 10.8 เท่าในปี 2559 และ9.7 เท่าในปี 2560 และอัตราเงินปันผลตอบแทนที่ 5.5 % ในปี 2559 ถือว่าเป็นหุ้น Undervalued ปัจจัยทางเทคนิคพบว่า Price Pattern ของ WIIK ยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างมากในแนวโน้มขาขึ้น จากการเกิดทั้ง Daily, Weekly, & Monthly Buy Signal โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ 5.15 บาท ดังนั้นการอ่อนตัวของ WIIK ถือเป็นโอกาสในการเข้าเก็บหุ้นตราบเท่าที่ Price Pattern ของ WIIK ยังไม่กลับมาเกิด Daily Sell Signal ครั้งใหม่ ทั้งนี้ WIIK มีจุด Stop Loss ระยะสั้นรอบนี้อยู่ที่ 4.0 บาท (Resistance: 4.32, 4.42, 4.54; Support: 4.20, 4.10, 3.98)

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• ไฟเขียวยืดเวลาแวต 7%วานนี้ ครม.ได้เห็นชอบการขยายอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 7% ไปอีกหนึ่งปี ถึง 1 ก.ย. 60 เพื่อให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศยังเดินหน้าไปได้จากการเติบโต GDP ที่ 3.2% และ 3.5% ในไตรมาสมาส 1 และ 2 ปี 59 ตามลำดับ (Bangkok Post) ความเห็น: สอดคล้องกับการคาดการณ์เราให้ใช้นโยบายการคลังเชิงขยายตัวภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่บอบบาง

• เห็นพ้องแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12ครม. ไฟเขียวร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12(2560-2564) ซึ่งจะใช้ในช่วง 1 ต.ค. 59 ถึง 31 ก.ย. 64 ตั้งเป้า GDP เติบโตปีละ 5% ค่าใช้จ่ายวิจัยและพัฒนา 1.5% ของ GDP และรายได้ต่อหัวที่ 8,200 ดอลลาร์สหรัฐ (286,500 บาท) เพิ่มจากปัจจุบัน 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการศึกษาภายในประเทศและคุณภาพชีวิต (Bangkok Post)

• คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการลงทุนฉบับใหม่ ซึ่งรัฐบาลจะจัดสรรเงินจำนวน 9,897 ล้านบาท จากงบกลางประจำปีให้แก่การลงทุนร่วมระหว่างรัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรืออปท. (Matching Fund) จำนวน 7,851 โครงการซึ่งเน้นไปที่การพัฒนาเส้นทางการคมนาคม โครงการพัฒนาน้ำดื่ม โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและโครงการสาธารณูปโภคเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว รวมทั้งโครงการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต อปท. จะต้องเสนอโครงการลงทุนดังกล่าวภายในไตรมาส 4 ของปีนี้ ส่วนการจัดสรรงบประมาณมีกำหนดเสร็จสิ้นภายในไตรมาส 2 และ 3 ของปี 2560 (Bangkok Post)

• อัตราดอกเบี้ยนโยบายคาดว่าจะคงอยู่ที่ระดับ 1.5% จากผลสำรวจของรอยเตอร์ส นักวิเคราะห์ 24 รายจากทั้งหมด 25 รายคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะเวลา 1 วัน ไว้ที่ระดับ 1.5% ในการประชุมวันนี้ นักวิเคราะห์ส่วนมากยังคาดการณ์อีกว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เหลือของปีนี้ (Bangkok Post) ความเห็น: เราคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ที่ระดับ 1.5% เนื่องจากระดับอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันคาดว่าจะช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้

• PTTGC(57.50 บ. ซื้อ ราคาเป้าหมาย AWS 67.00 บ.) เปิดเผยว่าบริษัทฯ ได้ลงนามร่างข้อตกลงเบื้องต้น (HOA) กับ Kuraray ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษชั้นนำของโลกสัญชาติญี่ปุ่น และ บริษัท Sumitomo Corporation ซึ่งเป็นบริษัทการค้าระหว่างประเทศสัญชาติญี่ปุ่นที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลก เพื่อตั้งบริษัทร่วมทุนในการร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการในรายละเอียดรวมถึงการออกแบบทางวิศวกรรม (FEED: Front-End Engineering Design) ของโครงการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติกวิศวกรรมชั้นสูงประเภท High-Heat Resistant Polyamide-9T (PA9T) และ Hydrogenated Styrenic Block Copolymer (HSBC) ในประเทศไทย ด้วยกำลังการผลิตต่อปีที่ 13,000 ตัน และ 16,000 ตัน ตามลำดับ ทั้งนี้โครงการดังกล่าวคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงปลายปี 2563 (SET) ความเห็น การลงทุนดังกล่าวถือว่าสอดคล้องกับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของ PTTGC ในการขยายธุรกิจไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และนับเป็นหนึ่งในแผนการลงทุนระยะยาว 5 ปีของ PTTGC มูลค่ารวม 4.5 พันล้านดอลลาร์ฯ อยู่แล้ว เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ และราคาเป้าหมายที่ 67.00 บ.

ต่างประเทศ

• พันธบัตรสหรัฐระยะยาวปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 3 เดือนเมื่อวันอังคาร จากปริมาณพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ภาคเอกชนจำนวนมากและความกังวลเกี่ยวกับนโยบายธนาคารกลางทั่วโลก ราคาพันธบัตรอ้างอิงอายุ 10 ปีปิดลดลง 18/32 อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ระดับ 1.73 % หลังจากเพิ่มขึ้นไปถึงที่ระดับ 1.752% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับแต่วันที่ 3 มิ.ย. ส่วนราคาพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ลดลง 1-16/32 อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ระดับ 2.468% หลังจากที่ไต่ถึงที่ระดับ 2.488% ก่อนหน้านี้ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับแต่วันที่ 23 มิ.ย. (Reuters)

• ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเทียบกับเงินเยนเมื่อวันอังคาร หลังจากผลกระทบจากความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟดรายหนึ่งค่อย ๆ ลดลง ก่อให้เกิดความต้องการดอลลาร์สหรัฐ ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐล่าสุดปิดเพิ่มขึ้น 0.29% อยู่ที่ระดับ 95.372 จุด ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น 0.31% เทียบกับเงินเยนอยู่ที่ระดับ 102.16 เยน หลังจากที่ร่วงลงอยู่ที่ระดับ 101.43 เยนในช่วงแรกของการซื้อขาย (Reuters)

สหรัฐ:

• ตลาดหุ้นสหรัฐปิดร่วงลงหนักเมื่อวันอังคาร จากแรงฉุดกลุ่มพลังงานหลังราคาน้ำมันดิ่งและหุ้นในกลุ่มการเงินที่ปรับตัวลงเนื่องจากแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเวลาอันใกล้เริ่มลดน้อยลง นอกจากนี้ ยังมีท่าทีอะลุ่มอล่วยของเจ้าหน้าที่ 3 คนของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย ซึ่งสวนทางกับความเห็นเชิงแข็งกร้าวจากเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา (Reuters)

ยุโรป:

• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันอังคารปรับตัวลดลงเป้นวันที่ 4 ติดต่อกัน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปรับตัวลงแรงของราคาน้ำมันดิบ ขณะที่ปัจจัยบวกก่อนหน้านี้จากความเห็นในเชิงผ่อนคลายทางการเงินของ LaelBrainard ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ Fed ได้บรรเทาลงไป (Reuters

เอเชีย:

• BOJ วางแผนลดอัตราดอกเบี้ยที่ติดลบให้ลึกขึ้นในสัปดาห์หน้าในขณะที่การซื้อสินทรัพย์พบกับความล้มเหลวที่จะนำพา อัตราเงินเฟ้อ ไปสู่เป้าหมายที่อัตรา 2% และการลดอัตราดอกเบี้ยควรส่งผลทำให้ค่าเงินเยนอ่อนตัว รายงานโดยหนังสือพิมพ์ the Nikkeiฉบับวันพุธ ทาง BOJ อาจจะทำการซื้อพันธบัตรรัฐบาลครั้งใหญ่ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น the Nikkei กล่าวว่าการทำเช่นนั้นธนาคารกลางมีแนวโน้มที่จะรักษาสัญญาที่ให้ไว้ในการเพิ่มการถือครองพันธบัตรรายปีที่80 ล้านล้านเยน (780 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) (Nikkei)

• อาเบะท้าทายเศรษฐกิจ.นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นายชินโซอะเบะ กล่าวว่าผลกระทบของนโยบายการเงินของ BOJ จะค่อยๆ แพร่กระจายไปยังภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง และประเทศกำลังจะสามารถหลบหนีจากภาวะเงินฝืดได้แม้ความเสี่ยงต่อแนวโน้ม เศรษฐกิจโลกอ่อนแอจะยังเพิ่มขึ้น (Reuters)

• ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและยอดค้าปลีกของจีนขยายตัวเร็วกว่าที่คาดในเดือน ส.ค. เป็นเพราะตลาดที่อยู่อาศัยแข็งแกร่งและการใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลหนุนการเจริญเติบโต โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 6.3% YoYในเดือนส.ค. นักวิเคราะห์คาดการณ์เพิ่มขึ้นเพียง6.1% ยอดค้าปลีกออกมาสูงกว่าคาดการณ์คือมีการเจริญเติบโตเร่งขึ้นไปเป็น10.6% จาก 10.2% ในเดือนก.ค.จากที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เพิ่มขึ้น 10.3% การลงทุนโดยบริษัทที่รัฐบาลเป็นเจ้าของเพิ่มขึ้น 21.4% ใน 8เดือนแรกของปี 2559 การใช้จ่ายด้านการคลังของจีนเพิ่มขึ้น 12.7% อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน เพิ่มขึ้น 6.2%YoYในเดือนส.ค. เมื่อเทียบกับ 1.4% ในเดือนก.ค. ขณะที่ยอดขายพื้นที่ว่างแต่ละชั้นเพิ่มขึ้น 25.5% (Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• ราคาน้ำมันร่วงถึง 3% วันอังคาร เพราะทั้ง IEA หน่วยงานดูแลด้านพลังงานของโลกและ OPEC พร้อมใจกันปรับคาดการณ์ที่สะท้อนว่าปริมาณน้ำมันล้นเกินยังคงอยู่นานกว่าที่คาด Brent ลบ 1.22 ดอลลาร์ ปิดที่ 47.10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล น้ำมันดิบสหรัฐล่วงหน้าลบ 1.39 ดอลลาร์ ปิดที่ 44.90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (Reuters)

• ทองคำเป็นลบวันอังคาร กดดันโดยดอลลาร์ที่ยืนได้และความไม่แน่นอนว่าสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยสัปดาห์หน้าหรือไม่ แต่ตลาดหุ้นที่มีโอกาสอ่อนลงก็ทำให้มีแรงหนุน ราคาทองคำตลาดจรลดลง 0.3% อยู่ที่ 1,323.53 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทองคำสหรัฐล่วงหน้าส่งมอบเดือน ธ.ค. ปรับขึ้น 0.1% ปิด 1,327.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (Reuters)