วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พอร์ตโปรแกรม 'เทรดหุ้น' ทรุด

พอร์ตเทรดหุ้นอัตโนมัติ "ผลตอบแทนทรุด" หลังดัชนีร่วงแรง รับมีคำสั่งเทขายออกมาถล่มตลาด มองแนวโน้มนักลงทุนสนใจใช้บริการเพิ่ม

นายธำรงชัย เอกอมรวงศ์ นักลงทุนรายใหญ่ที่ใช้ระบบ โปรแกรมชุดคำสั่งเสนอซื้อ-ขายหุ้นโดยคอมพิวเตอร์แบบอัตโนมัติ (อัลกอร์ เทรดดิ้ง) เปิดเผยว่า ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา ยอมรับว่าความผิดปกติของตลาดในบางช่วงเกิดจากระบบอัลกอร์ เทรดดิ้ง ซึ่งเป็นตัวซ้ำเติมตลาดหุ้น แต่ไม่ได้เป็นผู้ที่เริ่มเทขายในตลาดทุน

ทั้งนี้ดัชนีหุ้นนับจาก 1 ก.ย.59 อยู่ที่ 1,548 จุด ล่าสุด 9 ก.ย.59 อยู่ที่ 1,445 จุดปรับตัวลงมาแล้ว 103 จุด หรือ 6.6%

“การที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงไปแรงบางช่วง อาจเกิดจากโปรแกรมอัลกอร์ เทรดดิ้ง ที่เทขายหุ้นออกมาเมื่อดัชนีตกลงมาตามค่าที่กำหนดไว้ ทำให้เราเห็นว่าตลาดหุ้นจะลงไปเร็วกว่าปกติ แต่ไม่ได้เป็นผู้ที่เริ่มส่งคำสั่งซื้อขายเพื่อทุบตลาด”

โดยรูปแบบโปรแกรมเทรด 99 % ของไทยส่วนใหญ่จะมีลักษณะ ฟอลโล่ว์ เทรนด์ คือ ภาวะตลาดหุ้นต้องไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งอย่างชัดเจนก่อน จึงจะเกิดการซื้อขายตามรายการที่กำหนดไว้ แต่ลักษณะของตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา เกิดแรงเทขายอย่างรุนแรงและปรับตัวลดลงทะลุทุกค่าที่ตั้งโปรแกรม ทำให้โปรแกรมเทรดมีการเทขายออกมาในทุกราคา ซ้ำตลาดให้ปรับตัวลดลงแรงในบางช่วง

ผลที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้พอร์ตการลงทุนในลักษณะดังกล่าวได้รับความเสียหาย เพราะต้องยอมรับว่าก่อนเกิดเหตุการณ์ในสัปดาห์ที่ก่อนดัชนีหุ้นเพิ่มขึ้นไปต่อเนื่องทำให้โปรแกรมซื้อขายส่วนใหญ่สะสมหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พอหุ้นปรับตัวลงแรงจึงเกิดภาวะหุ้นเต็มพอร์ตและต้องระบายออก แต่ภาพรวมการลงทุนในปีนี้ ยังมีทิศทางที่ดีอยู่ ซึ่งการปรับเปลี่ยนโปรแกรมการลงทุนในระยะสั้น เชื่อว่าจะไม่เกิดขึ้นเพราะต้องใช้เวลามากและต้องประสานงานกับตลาดหลักทรัพย์เพื่อขออนุญาต

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของพอร์ตที่มีการใช้ระบบซื้อขายเชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบกับตลาดหุ้นให้ผิดปกติ โดยปัจจุบันมีมูลค่าพอร์ตรวมกันทั้งหมดคาดว่าไม่เกิน 5 พันล้านบาท ซึ่งนับเป็นมูลค่าที่น้อยเมื่อเทียบกับมูลค่าการซื้อขายต่อวัน

นายชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทฟินเทค(ประเทศไทย) หนึ่งในผู้ประกอบธุรกิจออกแบบระบบการซื้อขาย กล่าวว่า ภาพการซื้อขายของระบบ อัลกอร์ เทรดดิ้ง ในตลาดหุ้นไทยยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ โดยคาดว่าการซื้อขายของนักลงทุนทั่วไปที่ไม่นับนักลงทุนสถาบันที่เทรดผ่านระบบดังกล่าวน่าจะมีเพียง 10%ของมูลค่าการซื้อขาย

ทั้งนี้ระบบซื้อขายดังกล่าวได้รับความนิยมต่อเนื่องและน่าจะเติบโตอย่างมากใน 2- 3 ปีข้างหน้าจากโบรกเกอร์ทีี่เริ่มให้บริการมากขึ้นและมีความหลากหลาย ทำให้ผู้ลงทุนเริ่มเกิดความสนใจลงทุน