ลูกค้ากลับมาขอกู้เงิน ตัวเลขเอ็นพีแอลอยู่ในเกณฑ์ดี สัญญาณบ่งบอก เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว 'ปรีดี ดาวฉาย' เอ็มดี ธนาคารกสิกรไทย
'ตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัว สะท้อนว่าสถานการณ์เมืองไทยกำลังจะดีขึ้นเรื่อยๆ'
'ปรีดี ดาวฉาย' กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK จั่วหัวบทสนทนาเรียกขวัญและกำลังใจกับ 'กรุงเทพธุรกิจ BizWeek'
สัญญาณอะไรบ่งบอก ชายวัย 58 ปี ไม่รีรอที่จะตอบคำถามนี้ว่า ก่อนหน้านี้เศรษฐกิจเมืองไทยมีข้อจำกัดในการขยายตัวมากมาย ทั้งปัจจัยภายในและนอก โดยเฉพาะเรื่องของราคาสินค้าโภคภัณฑ์และสินค้าเกษตรที่อยู่ในภาวะตกต่ำ
แต่ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี ในช่วงไตรมาส 1 และ 2 ปี 2559 กับขยายตัวเกินคาดการณ์เฉลี่ย 3.2% และ 3.5% ตามลำดับ (จีดีพีไตรมาส 2 ขยายตัวสูงสุดในรอบ 13 ไตรมาส)
ตัวเลขเหล่านั้นสะท้อนได้ว่า โอกาสจะเห็นจีดีพีสิ้นปี 2559 ขยายตัวมากกว่า 3% จากเดิมที่คาดการณ์ว่า จะขยายตัวเพียง 3% เป็นไปได้สูงมาก (ยิ้ม) แต่จะวิ่งไปแตะระดับ 3.5% ตามที่เคยประเมินไว้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาหรือไม่ เขา ยอมรับว่า 'คงไม่ใช่เรื่องง่าย'
หนึ่งสัญญาณสำคัญที่ทำให้มีความเชื่อที่ว่า ตัวเลขจีดีพีสิ้นปีนี้ อาจขยายตัวมากกว่า 3% คงหนีไม่พ้นเรื่องที่ภาครัฐดำเนินการไปก่อนหน้านี้ เพราะกำลังจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ เรื่องนี้มีส่วนทำให้ตัวเลขการบริโภคสินค้าต่างๆขยับตัวมากขึ้น ขณะที่สินค้าเกษตรหลากหลายประเภทมีระดับราคาที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เช่น ยางพารา เป็นต้น
'ภัยแล้งที่หลายคนกังวลว่า จะรุนแรงและยาวนาน ตอนนี้ยุติลงแล้ว และถูกแทนที่ด้วยฝนที่ตกเกือบทุกวัน ส่วนเรื่องการท่องเที่ยว แม้ก่อนหน้านี้จะมีเหตุการณ์ไม่ปกติ แต่เชื่อว่าจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี'
ทว่าหากพิจารณาในมุมของธุรกิจแบงก์ ตัวเลขสำคัญที่บอกว่า เศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว คือ ตัวเลขการชำระหนี้ และการกู้เงินของลูกค้าที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึง ตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่อยู่ในเกณฑ์ดี
ก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการรายใหญ่บางกลุ่มชะลอการขอสินเชื่อ โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์รายเล็ก และภาคการผลิต ขณะที่อสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ก็เปิดโครงการใหม่น้อยลง แต่วันนี้เริ่มเห็นสัญญาณการกลับมาใช้เงินของเหล่าดีเวลลอปเปอร์มากขึ้นแล้ว
กรรมการผู้จัดการ วิเคราะห์ว่า เรื่องที่ต้องจับตาดู คือ ภาคส่งออก หลังประเทศขนาดใหญ่มีสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะประเทศจีนที่ต้องเผชิญหน้ากับภาวะฮาร์ดแลนดิ้งในช่วงที่ผ่านมา
ฉะนั้นมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่เรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออก หลังเมืองไทยค้าขายกับประเทศจีนมากที่สุด ทั้งทางตรงและทางอ้อม เมื่อเทียบกับประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรป ที่มีสัดส่วนการค้ากับเมืองไทยเฉลี่ยฝั่งละ 10%
ก่อนหน้านี้หลายคนกังวลว่า ภาคการส่งออกไทยอาจได้รับผลกระทบ จากกรณีสหราชอาณาจักร (UK) ออกจากสหภาพยุโรป (EU) หรือ เบร็กซิท แต่เมื่อพิจารณาดีๆจะพบว่า ไทยค้าขายกับประเทศอังกฤษเพียง 1.8% ฉะนั้นไม่ได้มีนัยสำคัญต่อภาคการส่งออก
'แม้ประเทศจีนจะใช้เวลาจัดการประเทศตัวเองมาแล้วสักระยะ แต่ใช่ว่าจะจะจบง่ายๆ เพราะตื่นขึ้นมาก็เป็นวันใหม่ทุกวัน ฉะนั้นคงต้องลุกขึ้นมาจัดการปัญหาที่อาจมีเข้ามาได้ตลอดเวลา'
อีกหนึ่งปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย คือ ความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตไทยเริ่มลดลง หลังมีข้อจำกัดในเรื่องของโครงสร้างการผลิต และค่าแรงที่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศเวียดนาม สะท้อนผ่านการที่มีผู้ประกอบการบางรายย้ายฐานการผลิตไปในประเทศเพื่อนบ้าน
จากการประเมินตัวเลขส่งออกตลอดปี 2559 ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พบว่า ภาคส่งออกอาจมีตัวเลข 'ติดลบเล็กน้อย' หลังเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ตัวเลขติดลบแล้ว 2% แต่ต้นเดือนก.ย.อาจต้องประเมินใหม่อีกรอบ แต่เดิมมองว่า ตัวเลขส่งส่งออกปี 2559 จะอยู่เฉลี่ย 0-2%
เมื่อถามถึงมุมมองที่มีต่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา นายแบงก์ใหญ่ วิเคราะห์ว่า วันนี้สหรัฐอเมริกากำลังฟื้นตัว เมื่อเทียบกับประเทศเศรษฐกิจใหญ่ของโลกอย่างจีน ญี่ปุ่น และกลุ่มยุโรป ฉะนั้นมีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายปลายปี 2559
นั่นหมายความว่า อาจเห็นเงินทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายกลับไปในประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อหาผลตอบแทนที่ดีกว่า เหมือนช่วงนี้ที่มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและบอนด์เมืองไทย หลังให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าประเทศอื่นๆ
'ปรีดี' บอกว่า แม้ภาคการส่งออกจะติดลบบ้าง แต่ภาวะเศรษฐกิจเมืองไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้โดยรวมๆ ไม่ได้มีปัญหาอะไรหนักใจ แตกต่างจากเมื่อช่วงต้นปี 2559 ที่หลายคนเป็นห่วงเรื่องภัยแล้ง
'เชื่อมั่นในกลไกการทำงานของภาครัฐ และภาคเอกชนว่า จะช่วยผลักดันตัวเลขเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว แม้อาจมีปัญหาคาดไม่ถึงเกิดขึ้นระหว่างปีก็ตาม'
ตอนนี้ยังไม่สามารถวิเคราะห์ตัวเลขจีดีพีในปี 2560 ได้ แต่เท่าที่ดูๆ อาจดีกว่าปี 2559 ซึ่งการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐจะเป็นตัวช่วยสนับสนุนหลัก คุณลองคิดตามนะ เมื่อปีแรกเป็นปีแห่งการลงทุน ก็จะก่อให้เกิดการจ้างงาน และเมื่อโครงการก่อสร้างเสร็จ การเดินทางก็จะสะดวกสบาย กลายเป็นอนิสงค์สำคัญในการผลักดันตัวเลขเศรษฐกิจหลายๆตัว
'ผมเป็นห่วงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงาน เพราะยังมีผู้ประกอบการบางรายใช้แรงงานจำนวนมากในสินค้าที่ไม่มีมูลค่าเพิ่มในการผลิต'
๐'ดิจิทัล แบงกิ้ง' หัวใจสร้างเงิน
'เอ็มดีใหญ่' เล่าว่า เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงรายได้จากการค่าธรรมเนียมและบริหารปรับตัวลดลง แน่นอน ว่า รูปแบบการให้บริการของธุรกิจแบงก์ ในยุคดิจิทัลต้องไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
สมัยก่อนแบงก์จะมีสาขาเป็นจุดขายและจุดให้บริการหลัก แต่เมื่อเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยมากขึ้น และกำลังจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกธุรกิจ ทำให้แบงก์ต้องมีวิธีการให้บริการในลักษณะใหม่ เช่น สร้างตู้เอเอ็มที ที่สามารถทำธุรกรรมต่างได้ภายในตู้เดียว
ผ่านมาถึงปัจจุบันลูกค้าทุกคนสามารถทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือได้ ฉะนั้นแนวทางการดำเนินธุรกิจของกสิกรไทย ในฐานะ 'ผู้นำดิจิทัล แบงกิ้ง' ที่มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 38% พร้อมเดินหน้าพัฒนา 'ระบบดิจิทัล แบงกิ้ง' อย่างต่อเนื่อง
เพราะการทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล แบงกิ้ง (โทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ต) นอกจากจะมีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ยังสามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเองในทุกช่วงเวลา โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมาทำธุรกรรมที่สาขา
ล่าสุดแบงก์ได้จัดตั้ง บริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป จำกัด หวังเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการงานและบริการด้านไอที เบื้องต้นวางงบประมาณด้านไอทีเฉลี่ย 10% ของกำไรสุทธิ หรือประมาณปีละ 4,000 ล้านบาท และวางงบพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ 1-2% ของกำไรสุทธิ หรือ 1,000 ล้านบาท
'ผู้บริโภคบางกลุ่มอาจไม่มั่นใจในการทำธุรกรรมผ่านระบบดิจิทัล แบงกิ้ง ฉะนั้นหน้าที่ของแบงก์ คือ ให้ความรู้และสร้างความมั่นใจ หากลูกค้าไม่ได้ทำเรื่องไม่ถูกต้อง แบงก์พร้อมรับผิดชอบ'
นายแบงก์ ฉายภาพตัวเลขที่น่าตกใจกับทีมบิสวีค ปัจจุบันปริมาณการทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล แบงกิ้ง เมื่อเทียบกับการใช้บริการผ่านสาขาแบงก์กสิกร มีตัวเลขขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนผ่านตัวเลขการใช้บริการดิจิทัล แบงกกิ้ง และสาขา ในปี 2557-2558 ที่ระดับ 721 ล้านรายการ 1,135 ล้านรายการ และ 192 ล้านรายการ 188 ล้านรายการ ตามลำดับ
แบงก์กสิกรไทย เชื่อมั่นว่า ในช่วงปี 2559-2563 ตัวเลขการใช้บริการผ่านดิจิทัล แบงกกิ้ง จะขยายตัวขึ้นต่อเนื่อง จากระดับ 2,644 ล้านรายการ ในปี 2559 เป็นประมาณ 7,895 ล้านรายการ ในปี 2563 ขณะที่การใช้บริการผ่านสาขาจะทยอยปรับตัวลดลง จากประมาณ 180 ล้านรายการ เหลือประมาณ 153 ล้านรายการ
'จำนวนธุรกรรมของดิจิทัล แบงกกิ้ง จะทยอยปรับตัวขึ้น จากระดับประมาณ 6 ล้านล้านบาท ในปี 2559 เป็น 30 ล้านล้านบาท ในปี 2563 เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่มีจำนวนธุรกรรมเพียง 4 ล้านล้านบาท'
วันนี้การทำธุรกรรมผ่านดิจิทัล แบงกิ้ง ถือว่า มีตัวเลขสูงที่สุด เขาย้ำ เมื่อเทียบกับการทำ ธุรกรรมผ่านสาขาและตู้เอทีเอ็มเฉลี่ย 4-5 เท่า ทำให้ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา แบงก์ไม่ได้เปิดสาขาและขยายตู้เอทีเอ็มใหม่
สะท้อนผ่านตัวเลขจำนวนสาขาและตู้เอทีเอ็ม ในช่วงไตรมาสแรกที่อยู่ระดับ 1,120 แห่ง และ 9,306 ตู้ ตามลำดับ เทียบกับปี 2558 ที่มีจำนวน 1,120 แห่ง และ 9,349 ตู้ ตามลำดับ
จากนี้แบงก์จะประเมินและปรับตัวไปตามสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น แบงก์ยังจำเป็นต้องขยายสาขาและตู้เอทีเอ็มใหม่เพิ่มเติมหรือไม่ ในเมื่อพฤติกรรมของลูกค้าไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ฉะนั้นแผนงานทุกอย่างขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม
เขา ยืนยันเป้าหมายตัวเลขการปล่อยสินเชื่อในปี 2559 ว่า ยังคงเป็นตัวเลขเดิมเฉลี่ยเติบโต 6-7% ส่วนตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงไป คือ รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ ที่ปรับมาอยู่ระดับการขยายตัวไม่เกิน 10%
เนื่องจากสถานการณ์ต่างๆเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการมีบริการโอนเงินรูปแบบใหม่ ภายใต้ชื่อ พร้อมเพย์ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหม่ ไม่ได้อยู่ในแผนงานของแบงก์ ฉะนั้นต้องปรับตัว ด้วยการหันไปหารายได้ส่วนอื่นแทน เช่น ปล่อยกู้ หรือขายผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากขึ้น เป็นต้น
ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย ย้ำว่า ผลการตอบรับบริการพร้อมเพย์ออกมาดีมาก สะท้อนผ่านตัวเลขการลงทะเบียนเฉลี่ย 14 ล้านราย (เริ่มเปิดลงทะเบียนล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา)
ส่วนตัวเชื่อว่า เมื่อประชาชนเห็นว่า บริการนี้ไม่มีข้อเสีย และได้รับประโยชน์เต็มๆ จะมีคนเริ่มหันมาใช้บริการมากขึ้น จากนี้สมาคมธนาคารไทยจะเดินหน้าทำงาน เพื่อยกระดับการให้บริการธนาคารพาณิชย์ให้สูงขึ้น และสร้างประโยชน์สูงสุดให้ประชาชน
'เราจะบริหารองค์กรให้เติบโตแบบยั่งยืน ใครชอบหุ้นลักษณะนี้ต้องมาอยู่กับเรา' กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย แบงก์พาณิชย์ที่มีอายุ 71 ปี กล่าว ทิ้งท้ายบทสนทนา
34 ปี แห่งเส้นทางนายแบงก์
'ปรีดี ดาวฉาย' เริ่มต้นอาชีพนายแบงก์ครั้งแรกในปี 2524 หลังจบคณะนิติศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 2) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยการเข้าทำงานสำนักกฎหมาย ธนาคารกสิกรไทย เขาใช้เวลา 10 ปี ในการเรียนรู้งานฝ่ายกฎหมายควบคู่กับการศึกษาต่อระดับปริญญาโทใน University of lllinois, Urbana-Champaign, U.S.A.(นักเรียนทุนธนาคารกสิกรไทย)
ก่อนจะย้ายสายงานไปทำหน้าที่ Co-General Manager สาขาฮ่องกง ในปี 2538 และกลับมาช่วยแบงก์กสิกรไทยทำงานในช่วงเมืองไทยเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ช่วงนั้นมีโอกาสช่วยปรับโครงสร้างหนี้ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถือเป็นประสบการณ์การทำงานที่ดีในช่วงชีวิตหนึ่งของ ชายวัย 58 ปี หลังเมืองไทยไม่เคยประสบวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่
'ปรีดี' ใช้เวลาเรียนรู้งานหลากหลายด้านของแบงก์กสิกรไทยนาน 34 ปี ไม่ว่าจะเป็นงานด้านสินเชื่อ ,ปรับโครงสร้างหนี้ ดูแลสาขาต่างประเทศ และบริหารความเสี่ยง เมื่อมีความรู้ครบเครื่องเช่นนี้ ไม่แปลกใจที่เหล่าคณะกรรมการบริษัทจะพร้อมใจกันยกเก้าอี้กรรมการผู้จัดการให้เขาช่วยดูแลตั้งแต่ปี 2556
'หลายคนมักพูดว่า กฎหมายเป็นงานท่องจำ แต่สำหรับผม เสน่ห์ของกฎหมาย คือ การคิดอย่างมีกรอบ คิดอย่างมีเหตุผล และมีตรรกะรองรับ' 'ปรีดี ดาวฉาย' มีความเชื่อเช่นนั้น...





