"ทีซีซีแลนด์" ธุรกิจค้าปลีกเจ้าสัวเจริญ ลุยต่อโครงการเอเชียทีคฯ เฟสสอง หลังชะลอโครงการ ดูทิศทางเศรษฐกิจ เจรจาเชน “แมริออท” ผุดโรงแรม 5 ดาว
มีการคาดการณ์กันว่า ภาพรวมการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งฝั่งเจริญกรุง และเจริญนคร คาดในระยะ 3-5 ปีจะมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 2 แสนล้านบาท จากปัจจุบันที่มีโครงการขนาดใหญ่ทั้งอสังหาฯและค้าปลีก อยู่ระหว่างการพัฒนา 7-8 โครงการ หนึ่งในนั้นคือโครงการเอเชีย ทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ที่ประกาศลุยต่อโครงการเฟสสอง
นายสุรสิทธิ์ มานะวัฒนกิจ ผู้จัดการทรัพย์สิน 1บริษัท ทีซีซีแลนด์ แอสเสท เวิรด์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกในเครือไทยเจริญ คอร์ปอเรชั่น (ทีซีซี กรุ๊ป) ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจค้าปลีกริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยระบุว่า แม้จะมีการแข่งขันที่สูงขึ้นจากผู้เล่นที่เพิ่มมากขึ้น แต่ยังถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ
โดยเฉพาะการที่ภาครัฐอยู่ระหว่างผลักดันให้เกิดโครงการทางเดินเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา (แลนด์มาร์คเจ้าพระยา) จะจุดประกายและสร้างศักยภาพให้กับโครงการค้าปลีกริมแม่น้ำมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโครงการค้าปลีก โครงการที่พักอาศัย รวมถึงโรงแรมต่างๆ โดยเฉพาะในย่านถนนเจริญนครที่ยังพอมีที่ดินริมแม่น้ำเหลืออยู่บ้างเมื่อเทียบกับย่านเจริญกรุงที่เต็มหมดแล้ว
เร่งเดินหน้าเอเชียทีคฯ เฟส2
ส่วนของความคืบหน้าโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เฟส 2 พื้นที่ 16 ไร่ ภายใต้งบการลงทุน 1 หมื่นล้านบาท ของทีซีซี แลนด์ เป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ผสมผสาน (มิกซ์ยูส) ได้เพิ่มเติมการลงทุนโรงแรมระดับ 5 ดาว ประกอบด้วย ห้องพักจำนวน 800 ห้อง พร้อมห้องสัมมนา พื้นที่ 3,000 ตร.ม. รวมถึงพื้นที่ห้องจัดเลี้ยง 1 หมื่นตร.ม. เพื่อรองรับกับกลุ่มนักเดินทางตลาดประชุมและสัมมนา (ไมซ์) จากต่างประเทศ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงปี 2561 และจากแล้วเสร็จภายในช่วงปลายปี 2563 ล่าช้ากว่าแผนเดิมเล็กน้อย
เจรจา“แมริออท”ผุดโรงแรม5ดาว
โดยสาเหตุที่โครงการเอเชียทีคฯ เฟส 2 ล่าช้ากว่าแผนเดิม เนื่องจากอยู่ระหว่างการเจรจากับเชนโรงแรมที่จะเข้ามาบริหาร ซึ่งคาดว่าจะใช้เชนแมริออท รวมถึงที่ผ่านมารอดูความมั่นใจในการลงทุนหลายด้าน โดยเฉพาะสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศ
"การขยายเฟส 2 ในส่วนของโรงแรม ต้องการรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวอิสระ (FIT) ที่เข้ามาใช้บริการเอเชียทีคฯ เพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวอินโดนีเซียและจีน ที่มียอดการใช้จ่ายมากว่า 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาติอื่น หรือมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 2,000 บาท โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เดินทางมายังเอเชียทีคฯ ราว 4,000 คนต่อวัน ส่วนใหญ่จะเดินทางด้วยเรือโดยสาร
รุดขยายท่าเรือให้ครบ 3 ท่า
จากการเดินทางทางเรือของนักท่องเที่ยวอิสระ บริษัทจึงเกิดแนวคิดที่จะขยายท่าเทียบให้ครบ 3 ท่าจากเดิมที่มีอยู่เพียง 1 ท่า ซึ่งยังไม่พอต่อการใช้งานที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะใช้งบลงทุน 120-130 ล้านบาท โดยท่าเรือจะมีความยาวของท่า 25 เมตร และ 60 เมตร หากท่าเทียบเรือแล้วเสร็จจะสามารถรองรับการคมนาคมทางน้ำเพิ่มขึ้น หรือรองรับนักท่องเที่ยวได้ถึง 8,000 คนต่อวัน เพื่อขึ้นสองเท่าตัวจากปัจจุบัน และสามารถเทียบเรือสำราญได้ 2 ลำพร้อมกัน
ส่วนของความคืบหน้าของโครงการเอเชียทีคฯ ในเมืองท่องเที่ยวซึ่งเป็นไปตามแผนงานที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันมีความชัดเจนเรื่องที่ตั้งแล้ว ซึ่งอยู่ในย่านตลาดอนุสาร เนื้อที่มากกว่า 70 ไร่ อีกแหล่งหนึ่งตั้งอยู่ที่พัทยา จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 8 ไร่ โดยทั้ง 2 โครงการนี้อยู่ระหว่างการออกแบบ หากได้ข้อสรุปก็พร้อมเดินหน้าก่อสร้างได้ทันที
เน้นเจาะ“นักท่องเที่ยวอิสระ”
นายสุรสิทธิ์ ยังกล่าวถึงแผนการทำตลาดของโครงการเอเชียทีคฯ นับจากนี้ว่า จะให้ความสำคัญในกลุ่มนักท่องเที่ยวเป็นหลัก เนื่องจากที่ผ่านมาผู้เข้ามาใช้บริการเป็นชาวต่างชาติ 60%ที่เหลืออีก 40%เป็นลูกค้าชาวไทย โดยลูกค้านักท่องเที่ยวต่างชาติที่เติบโตมาก โดยในช่วง 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.) ของปีนี้ ภาพรวมนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการเพิ่ม 20% ซึ่งมองว่าแนวโน้มยังค่อนข้างดีต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ปัจจุบันเอเชียทีคฯ มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว 12 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 14 ล้านคนในระยะเวลาอันใกล้
“จากตัวเลขของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เพิ่มสูงขึ้น บริษัทจึงได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐจัดโรดโชว์ เพื่อเจาะตลาดที่เป็นเป้าหมาย รวมถึงจัดสรรงบการตลาดเดินหน้าประชาสัมพันธ์ด้วยตนเองทางหนึ่ง ในปีหน้าคงมีสัดส่วนระหว่างนักท่องเที่ยวอิสระและกลุ่มทัวร์เป็น 60 ต่อ 40 จากตอนนี้อยู่ที่ 50 ต่อ50”
พร้อมกันนี้ ยังได้ใช้งบการตลาด 60 ล้านบาท เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามาใช้บริการเอเชียทีคฯ โดยได้ร่วมมือกับสมาคมธุรกิจการค้าในแม่น้ำเจ้าพระยาถึงแผนกระตุ้นตลาดดังกล่าว พร้อมทั้งร่วมมือกับพันธมิตรต่างๆ จัดแคมเปญโปรโมชัน
อย่างไรก็ดี ในส่วนของพื้นที่เช่าปัจจุบันเต็มแล้ว 100%โดยปรับค่าเช่าขึ้นเฉลี่ยปีละ 10-15% ส่งผลให้ปัจจุบันมีค่าเช่าอยู่ที่ 1,600 บาทต่อตร.ม. ซึ่งจากแผนและกลยุทธ์ต่างๆ เชื่อว่าจะสามารถผลักดันให้เอเชียทีคฯ เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้ ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตต่อเนื่อง
ดันรายได้ปีนี้ 500 ล้าน โต 8%
ส่วนรายได้ในปีนี้ บริษัทคาดว่าจะสามารถทำได้ 500 ล้านบาท เติบโต 8% เทียบกับปีก่อนที่ทำได้ 423 ล้านบาท พร้อมกันนี้ยังตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้จากนี้ว่า จะเพิ่มขึ้นปีละ 25 ล้านบาท โดยในปี 2560 จะอยู่ที่ 525 ล้านบาท และในปี 2561 อยู่ที่ 550 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากโครงการเอเชียทีคฯ ที่จ.เชียงใหม่ และพัทยา แล้ว ทีซีซีแลนด์ ยังมีแผนที่จะพัฒนาโครงการเอเชียทีคฯ ให้ได้ 6 แห่งทั่วประเทศ ประกอบด้วย เชียงใหม่ พัทยา หัวหิน ภูเก็ต และสมุย โดยมองว่า โมเดลเอเชียทีคฯ สามารถขยายได้ในทุกๆ จังหวัด โดยเฉพาะหัวเมืองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยการขยายสาขาของเอเชียทีคฯ ต่อจากนี้จะเพิ่มในส่วนของธุรกิจโรงแรมตั้งอยู่ในโครงการ เพื่อรองรับกับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น





