กสิกรเผยสายงานลูกค้าธุรกิจโตตามเป้า สินเชื่อลูกค้ารายใหญ่โต 9% สวนทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่วนเอสเอ็มอีโต 2%
นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของสายงานธุรกิจลูกค้าบรรษัทที่ดูแลลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ณ วันที่ 30 มิ.ย.2559 เติบโตมากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ โดยมียอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 512,137 ล้านบาท เติบโต 9% จากสิ้นปี 2558 และในส่วนสายงานธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการ หรือเอสเอ็มอี ครึ่งปีแรกมีสินเชื่อคงค้าง 628,693 ล้านบาท เติบโต 2% จากสิ้นปี 2558 โดยอุตสาหกรรมที่โดดเด่นในครึ่งปีแรกของธนาคาร ได้แก่ รับเหมาก่อสร้าง ค้าวัสดุก่อสร้าง ยานยนต์ และฮาร์ดแวร์ เนื่องจากได้รับอานิสงค์จากการส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนจากภาครัฐ
ส่วนมาตรการช่วยเหลือลูกค้าธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว ธนาคารได้ช่วยเหลือมาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน โดยมียอดสินเชื่อที่เข้ามาตรการช่วยเหลือ 149,000 ล้านบาท โดย ณ 30 มิ.ย.2559 มียอดสินเชื่อคงค้างของลูกค้าที่เข้ามาตรการอยู่ที่ 24,000 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนลดลงเนื่องจากลูกค้าธุรกิจมีการปรับตัวตั้งรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวได้ดีขึ้น
ธนาคารยังคงมุ่งเน้นการดูแลลูกค้าในทุกห่วงโซ่ธุรกิจ (Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะใน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ การบริโภค อุตสาหกรรมหนัก และโครงสร้างพื้นฐาน หรือพลังงาน ให้ได้รับเงินทุน ทั้งเงินกู้ระยะยาวและเงินทุนหมุนเวียน รวมถึงการบริหารเงินทั้งขารับและขาจ่ายผ่านบริการดิจิทัล แบงกิ้ง ให้มีหลักฐานการเดินบัญชี ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น
สำหรับลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ของธนาคารช่วงครึ่งแรกปีนี้ มีแนวโน้มการระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้ และกองรีทเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งธนาคารไม่สามารถสนับสนุนได้ทั้งหมด จึงแนะนำลูกค้าให้ระดมทุนผ่านช่องทางอื่น ๆ ด้วย เช่น การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) และการออกทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) โดยธนาคารยังคงครองความเป็นที่ 1 ของตลาดของ REIT และ IPO มูลค่ากว่า 8,085 ล้านบาท คิดเป็น 40% ของตลาดที่มีมูลค่าราว 20,125 ล้านบาท
ส่วนในครึ่งหลังปี 2559 เศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว ส่วนของลูกค้าขนาดใหญ่ ยังมีความต้องการระดมทุนผ่านตลาดทุน ส่วนของเอสเอ็มอีมีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยได้แรงสนับสนุนจากมาตรการช่วยเหลือและการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากภาครัฐ ที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น มาตรการบัญชีเดียว พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ และ National e-Payment เป็นต้น ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีข้อมูลในระบบที่ถูกต้องในการทำธุรกิจ ซึ่งจะเป็นผลดีในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการขยายการเติบโตในอนาคต
นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังปรับตัวนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับธุรกิจมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน






