วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เจดับเบิ้ลยูดี’ ปรับแผน เน้น Non-Organic Growth

เจดับเบิ้ลยูดี เดินหน้า “ร่วมลงทุน-ซื้อกิจการ” หวังสร้างการเติบโตระยะยาวหลังวิกฤตประมงไทยฉุดกำไรสุทธิ

‘เจดับเบิลยูดี’ JWD เป็นหนึ่งในหุ้นโลจิสติกส์ที่เป็น STAR ตั้งแต่เข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเดือนก.ย.2558 จนกระทั่งเกิดปัจจัยลบในอุตสาหกรรมการประมงของไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัท 

ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี2559 และงวด 6 เดือนปี 2259 ได้สะท้อนถึงผลกระทบจากปัญหาการประมงของไทย บริษัทแจ้งผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2 ปี 2559 มีกำไรสุทธิ 7.64 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 73.42 ล้านบาท ส่วนในงวด 6 เดือนแรกปี2559 มีกำไรสุทธิ 53.67 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 156.45 ล้านบาท 

บริษัทแจ้งว่า งวด 6 เดือนแรก ปี2559 กลุ่มบริษัทมีรายได้ค่าเช่าและรายได้จากการบริการรวมทั้งสิ้น 1,103.4 ล้านบาท ลดลง 43.4 ล้านบาท หรือ  3.8% เมื่อเทียบกับรายได้ค่าเช่าและรายได้จากการบริการในงวดเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่เกิดจากรายได้กลุ่มธุรกิจให้บริการจัดเก็บและบริหารสินค้าที่ลดลงจากการปิดปรับปรุงคลังสินค้าทั่วไปจำนวน 2 หลังในพื้นที่แหลมฉบังและปริมาณสินค้าประมงที่ยังคงซบเซาจากปัญหาการทาประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และขาดการควบคุม (IUU Fishing) ที่ยังไม่มีความชัดเจน โดยรายได้จากกลุ่มธุรกิจดังกล่าวลดลงจำนวน 56.6 ล้านบาท หรือ  6.2% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

“เราต้องขยายตลาด โดยเฉพาะออกไปในตลาดต่างประเทศ เพื่อที่จะไม่ต้องพึ่งพาตลาดไทยมากนัก เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงเหมือนที่ผ่านมาอีก” ชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) JWD กล่าว 

ธุรกิจตู้แช่แข็ง คิดเป็น 18.75% ของรายได้รวมบริษัท การเกิดปัญหาในอุตสาหกรรมประมงของไทย ทำให้รายได้และกำไรของบริษัทลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เจดับเบิ้ลยูดี จึงต้องรีบแก้ไขสถานการณ์ และสิ่งที่ ชวนินทร์ เลือกดำเนินการเป็นลำดับแรก คือการหาออเดอร์สินค้าอื่น มาทดแทนออเดอร์สินค้าประมงที่หายไป อาทิ ผลิตภัณฑ์จากไก่ เป็ด หรือกระทั่งเวชภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ออเดอร์ที่มาทดแทน อาจจะไม่เทียบเท่าออเดอร์ที่หายไปได้ การหาออเดอร์ทดแทนจึงเป็นเพียงการรับมือเฉพาะหน้าเท่านั้น 

ชวนินทร์ กล่าวว่า ผลประกอบการของบริษัทน่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในปี 2561 โดยกำไรในปี 2559 น่าจะมีกำไรสุทธิต่ำกว่าปี 2558 ที่มีกำไรสุทธิ 333 ล้านบาท ส่วนปี 2560 กำไรน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีนี้ หรืออยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับปี 2558 

“ถ้าเราไม่ทำอะไร รอให้สถานการณ์คลี่คลายเองก็น่าจะใช้เวลา 2 ปี กว่ากำไรสุทธิจะเป็นปกติ แต่ยืนยันว่าเราจะโตแบบ Organic-Growth ไม่ได้ เราต้องป้องกันความเสี่ยงด้วยการโตแบบ Non-Organic-Growth วิธีการที่เร็วสุดคือการจอยท์ เวนเจอร์” 

ปัจจุบัน เจดับเบิ้ลยูดี อยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตร 2-3 ราย ในประเทศมาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ ซึ่งมีทั้งบริษัทที่ดำเนินธุรกิจใกล้เคียงกัน และบริษัทลูกค้า โดยดีลที่น่าจะได้ข้อสรุปเร็วที่สุดคือ การจอยท์เวนเจอร์ กับบริษัทพันธมิตรในมาเลเซีย ซึ่งหากได้ข้อสรุป บริษัทน่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 4 ปีนี้ 

ทั้งนี้ พันธมิตรดังกล่าวเป็นผู้ดำเนินธุรกิจห้องเย็นรายใหญ่ในประเทศมาเลเซีย มีขนาดพื้นที่ 30,000 ตารางเมตร และมีอัตราการเช่าพื้นที่คิดเป็น 85% โดยการร่วมลงทุนครั้งนี้ จัดสรรงบไว้ 1,500-2,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีการเจรจากับพันธมิตรในประเทศเวียดนาม แต่ยังไม่น่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ เนื่่องจากมูลค่ากิจการในประเทศเวียดนามค่อนข้างแพง ยังไม่คุ้มค่าที่จะเข้าลงทุน ส่วนประเทศอื่นๆ ก็ยังต้องใช้เวลาในการศึกษาอีกมาก ทั้งนี้ รูปแบบของการเข้าร่วมทุน จะเน้นการเข้าถือหุ้นหลักในเบื้องต้น จากนั้นจะพิจารณาว่าจะซื้อกิจการทั้งหมด หรือร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันระยะยาว 

ชวนินทร์กล่าวเพิ่มว่า การใช้กลยุทธ์ Non-Organic_Growth ไม่ใช่ไอเดียใหม่ แต่เป็นแผนงานระยะยาวที่บริษัทวางเป็นกลยุทธ์ไว้แล้ว และเห็นว่าเหมาะกับการสร้างการเติบโตให้กับบริษัทในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเจดับเบิ้ลยูดี วางแผน 5 ปี จะมีรายได้จากต่างประเทศเพิ่มเป็น 25% จากปี 2559 ที่มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ 8% โดยวางงบลงทุนในระยะ 5 ปี  (ภายในปี 2563) ไว้ที่ 3,000 ล้านบาท รวมทั้งมีการบริการโลจิสติกส์ที่ครบวงจร

ทั้งนี้ การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทำให้บริษัทมีเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย รูปแบบการใช้เงินลงทุนเพื่อขยายกิจการจึงยืดหยุ่นมากขึ้น โดย ณ สิ้นไตรมาส 2บริษัทได้ขออนุมัติผู้ถือหุ้นเพื่อออกและเสนอขายหุ้นกู้ 3,000 ล้านบาท อีกทั้งยังแผนจัดตั้งกองรีท ซึ่งเป็นการระดมทุนอีกรูปแบบหนึ่ง