คลังเล็งคลอดมาตรการเพิ่มสวัสดิการช่วยผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนคนจนกับภาครัฐ ชี้อายุเกิน60ปี มีรายได้ต่ำกว่า5หมื่นมีโอกาสได้รับเบี้ยยังชีพ
เคาะสรุป 1 ต.ค.นี้ ล่าสุดยอดลงทะเบียนคนจนอยู่ที่ 8 ล้านคน
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมา กระทรวงการคลังร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อพิจารณาว่า ควรที่จะมีมาตรการเข้าไปช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการรัฐหรือการลงทะเบียนคนจนไว้กับรัฐบาลเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเฉพาะในกลุ่มคนสูงอายุหรือมีอายุเกิน 60 ปีที่มีรายได้น้อยมาก เช่น ต่ำกว่า 5 หมื่นบาทต่อปี ซึ่งปัจจุบันได้รับเบี้ยยังชีพจากรัฐบาลนั้น ควรจะได้รับเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่
ระหว่างนี้ กระทรวงการคลังและและกระทรวงมหาดไทย จะตรวจสอบข้อมูลของผู้ที่มาลงทะเบียนไว้กับรัฐบาลว่า มีข้อมูลที่ถูกต้องตรงกันหรือไม่ และ จะสรุปรายชื่อบุคคลที่อยู่ในข่ายได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล ปัจจุบันมีผู้มาลงทะเบียนคนจนจำนวนประมาณ 8 ล้านคน โดยรัฐบาลกำหนดเงื่อนไขว่า ต้องเป็นผู้ว่างงาน อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป มีรายได้ต่ำกว่า 1 แสนบาทต่อปี
“เรากำลังดูมาตรการที่จะเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยที่มาขึ้นทะเบียนคนจนไว้ เช่น ถ้ามีรายได้ต่ำกว่าที่เรากำหนดไว้ จะมีมาตรการอะไรเข้าไปช่วยเหลือเพิ่มเติมหรือไม่ เช่น คนแก่ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีรายได้ต่ำกว่าที่เรากำหนด เช่น อาจจะมีรายได้ไม่เกิน 5 หมื่นบาท ควรจะได้รับเบี้ยยังชีพเพิ่มเติมหรือไม่ เรื่องนี้ เราก็ได้หารือกับกระทรวงพัฒนาสังคมฯด้วย”
สำหรับวัตถุประสงค์โครงการลงทะเบียนลงทะเบียนคนจนนั้น ก็เพื่อที่รัฐจะได้จัดสวัสดิการต่างๆ ลงไปให้ถึงมือผู้ที่มีรายได้น้อยตรงกลุ่ม หลังจากพบว่า มาตรการการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน เช่น ใช้ไฟฟ้าฟรี รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี เพื่อช่วยคนจนนั้นไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่แท้จริง เพราะคนที่มีรายได้ หรือคนรวยก็มาร่วมใช้บริการด้วย
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังมีแผนที่นำระบบการจ่ายเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์หรืออี-เพย์เมนท์เข้ามาร่วมดำเนินการกับเรื่องดังกล่าว เพื่อให้การจ่ายเงินสวัสดิการของรัฐส่งถึงมือผู้มีรายได้น้อยอย่างตรงจุด โดยประเดิมโครงการแรก คือ การจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด โดยเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้มีสิทธิโดยตรง ในอัตราเดือนละ 400 บาท เริ่มในวันที่ 9 ก.ย. 2559 พร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งมีผู้ได้รับสิทธินี้ทั้งสิ้น 85,000 คน ใช้งบจำนวน 34 ล้านบาท
“โครงการดังกล่าวเป็นโครงการนำร่องที่กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังจะจ่ายเงินสวัสดิการจากภาครัฐให้กับประชาชนโดยตรง และจะมีการขยายผลไปยังเงินสวัสดิการอื่นๆ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยยังชีพผู้พิการ เป็นต้น ซึ่งราวๆเดือนตุลาคมนี้ จะมีการนำร่องจ่ายเงินสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุผ่านระบบอี-เพย์เมนท์ในเขตกรุงเทพมหานครและพัทยา จากนั้น ในเดือนธันวาคม จะจ่ายพร้อมกันทั่วประเทศ แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของข้อมูลที่กระทรวงมหาดไทยจะส่งมายังกรมบัญชีกลางด้วย”









