วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โจทย์แบงก์ครึ่งหลัง คุมต้นทุน-หนี้เสีย-ประคองรายได้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทความเรื่อง “ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ครึ่งปีหลัง…เผชิญความท้าทายในการประคองรายได้และบริหารคุณภาพสินทรัพย์” โดยระบุว่า ในช่

 

       รายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังเติบโตได้ต่อเนื่องจากความพยายามบริหารจัดการต้นทุนดอกเบี้ยจ่าย ส่วนสินเชื่อมีแนวโน้มขยายตัวเร่งขึ้น โดยปัจจัยสำคัญที่ช่วยประคองรายรับดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ในช่วงที่ผ่านมาและคงต่อเนื่องไปถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2559 นี้ คงหนีไม่พ้นการบริหารต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายด้วยการดูแลเงินฝากให้เติบโตสอดคล้องกับความต้องการสภาพคล่องทางการเงินภายใต้ต้นทุนทางการเงินที่เหมาะสม โดยคาดว่าการเติบโตของเงินฝากในปี 2559 อยู่ในระดับจำกัดหรืออาจขยายตัวได้เพียง 3.0% เทียบกับปีก่อน

       ขณะที่ เงินให้สินเชื่อมีโอกาสเติบโตสูงกว่าเงินฝาก แม้ว่าเป้าหมายสิ้นปีที่ 4.0% จะเผชิญความท้าทายมากขึ้น จากการชำระคืนสินเชื่อของทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการรายใหญ่บางรายที่หันไประดมทุนผ่านหุ้นกู้ อย่างไรก็ดี การเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนขนาดใหญ่ที่มีโอกาสหนาแน่นขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี คงหนุนให้สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ในบางอุตสาหกรรมและสินเชื่อผู้ประกอบการรายย่อยที่อยู่ในซัพพลายเชนสามารถเติบโตได้ในทิศทางที่สอดคล้องกัน ส่วนสินเชื่อลูกค้ารายย่อย คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปี จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการเข้าสู่ฤดูกาลใช้จ่าย

แม้ธนาคารพาณิชย์จะเผชิญแรงกดดันจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงขาเดียวในช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา  แต่การบริหารต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายของธนาคารพาณิชย์ที่รัดกุม คงทำให้อัตราส่วนผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายไดสุทธิ (NIM) ของธนาคารพาณิชย์  ในช่วงครึ่งหลังของปี จะมีโอกาสทรงตัวอยู่ที่ระดับ 3.15 – 3.18%  ใกล้เคียงกับช่วง 6 เดือนแรกของปี 

รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิของธนาคารครึ่งปีหลังอาจเติบโตได้ใกล้เคียงกับครึ่งแรกที่ 4.2% จากการเติบโตของธุรกรรมบัตรเครดิตและธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นจากการใช้จ่ายในช่วงท้ายปีและความนิยมของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น

ส่วนการเดินหน้าของโครงการพร้อมเพย์ (PromptPay)อาจยังกดดันรายได้ค่าธรรมเนียมในปี 2559 ไม่มากนัก เนื่องจากมีกำหนดบังคับใช้ในช่วงปลายเดือนต.ค. 2559 ทำให้ผลกระทบต่อรายได้ค่าธรรมเนียมเพียง 2 เดือนสุดท้ายของปีเท่านั้น  อย่างไรก็ดี แรงกดดันของพร้อมเพย์ต่อรายได้ของธนาคารในปี 2560 น่าจะปรับเพิ่มขึ้นจากปีนี้ เนื่องจากกระทบเต็มปี อีกทั้งค่าธรรมเนียมการโอนเงินยังมีสัดส่วนราว 5% ของรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งคาดว่าผลกระทบจะแปรผันตามอัตราการยอมรับนวัตกรรม (Adoption Rate) และปริมาณธุรกรรมพร้อมเพย์ที่เกิดขึ้นในปีหน้า  โดยคาดว่า Adoption rate ที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10% จะทำให้รายได้ค่าธรรมเนียมลดลงประมาณ 0.5% ของรายได้ค่าธรรมเนียมรวมของธนาคาร เช่น หาก Adoption rate ของพร้อมเพย์อยู่ที่ระดับ 30 – 60% ในปี 2560 ผลกระทบสุทธิต่อรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์น่าจะอยู่ที่ระดับ 1.5 – 3.0% ของรายได้ค่าธรรมเนียม เป็นต้น

สถานการณ์ของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPLs ของธนาคารพาณิชย์ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 คาดว่า อัตราการเพิ่มขึ้นอาจชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปี เนื่องจากการตกชั้นของสินเชื่อหรือ NPLs รายใหม่  ลดลงเป็นลำดับ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์เข้าดูแลและช่วยเหลือลูกค้าที่มีความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด  อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามสถานการณ์คุณภาพหนี้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ แนวโน้มดังกล่าวยังจะส่งผลถึงทิศทางการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอัตราชะลอลงเช่นกัน  ซึ่งนโยบายเร่งกันสำรองในช่วงที่ผ่านมา ทำให้สัดส่วนเงินสำรองต่อเอ็นพีแอลของธนาคารพาณิชย์ปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 128.2% ในไตรมาส 2/2559 จากระดับ 127.2% ณ สิ้นปี 2558 ซึ่งน่าจะแข็งแกร่งเพียงพอต่อการเตรียมความพร้อมรับมือกับการตกชั้นของสินเชื่อในอนาคตที่มีแนวโน้มชะลอลงจากช่วงก่อนหน้า และไม่ต้องตั้งสำรองพิเศษในช่วงที่เหลือของปี ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงประเมินว่าทิศทาง Credit Cost (อัตราส่วนสำรองต่อเงินให้สินเชื่อเฉลี่ย) ของธนาคารพาณิชย์จะมีแนวโน้มปรับลดลงจากระดับ 1.5% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2559 มาที่ระดับ 1.3% ในครึ่งหลังของปี