วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส่งออกเดือนก.ค.ติดลบ4.4% ศก.โลกยังไม่ฟื้น

ส่งออกเดือน ก.ค. ติดลบ 4.4% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 เหตุเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว หวังเร่งเครื่อง 5 เดือนที่เหลือ

ภาคส่งออกของไทยในเดือนก.ค.ลดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ส่งผล 7 เดือนแรกติดลบ 2.0% ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์ของหลายสำนักวิจัยก่อนหน้านี้ เนื่องจากภาคส่งออกยังได้รับแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประมาณการล่าสุด คาดว่าในปีนี้ส่งออกจะติดลบ 2.2% ขณะที่ปี 2560 คาดว่าจะไม่ขายตัว หรือ 0% ซึ่งเป็นไปทางเดียวกับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจอื่นและหลายสำนักวิจัยที่ประเมินว่ายังไม่ฟื้นตัว

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยประจำเดือนก.ค. 2559 การส่งออกมีมูลค่า 17,415 ล้านดอลลาร์ติดลบ 4.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และติดลบเพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ติดลบ 0.07% ซึ่งติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว

ทั้งนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจโลกทั้งปีนี้เหลือ 3.1%ราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวในระดับต่ำ รวมถึงผลผลิตภาคเกษตรที่ลดลงมาก จากสภาพอากาศที่แปรปรวน และภัยแล้งช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกของไทยยังติดลบ

ขณะที่ การส่งออก 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค.) มีมูลค่าส่งออกรวม 122,553 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 2.0%

นายสุวิทย์ กล่าวว่ามูลค่าการส่งออกที่หดตัวลง มาจากการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ตามการลดลงของปริมาณการนำเข้าของประเทศคู่ค้า ที่ประสบปัญหากำลังซื้อหดตัว ปริมาณผลผลิตและคู่แข่ง ทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ ได้แก่ ข้าว ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และน้ำตาล ลดลง 18.6% แต่การสินค้าบางรายการยังขยายตัวได้ดี คือ อาหารทะเลแช่แข็งโดยเฉพาะกุ้ง ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป ส่งผลให้ 7 เดือนแรกของปีนี้ หดตัว 6.2%

ขณะที่มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเดือน ก.ค. 2559 หดตัว 0.4% โดยเฉพาะรถยนต์และส่วนประกอบ หดตัว 6.7% น้ำมันสำเร็จรูป หดตัว 40.7% และเม็ดพลาสติก หดตัว 14.8% ขณะที่สินค้าที่ยังขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ทองคำขยายตัว 457.1% อุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซิสเตอร์/ไดโอดขยายตัว 104.0% ส่งผลให้ 7 เดือนแรกของปีนี้ขยายตัว 0.2%

ส่วนการนำเข้า ในเดือนก.ค.มีมูลค่า 16,202 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 7.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากสินค้าเชื้อเพลิงที่ลดลงตามตลาดโลก ส่งผลให้การค้าเกินดุล1,213ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการเกินดุลต่อเนื่องเป็นเดือนที่15ติดต่อกัน ขณะที่7เดือน(ม.ค.-ก.ค.2559)การนำเข้ามีมูลค่า 108,926 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 9.8% ส่งผลให้การค้าเกินดุล 13,626 ล้านดอลาร์

การค้าชายแดน-ผ่านแดนขยับขึ้นเล็กน้อย

สำหรับภาพรวมการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนก.ค.ยังคงหดตัว โดยการค้าชายแดนกับ4ประเทศ คือ มาเลเซีย เมียนมา ลาว และกัมพูชา มีมูลค่า 80,571 ล้านบาท หดตัว 0.5% ส่งผลให้ 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.2559) มีมูลค่า 582,797 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% ได้ดุลการค้าชายแดน มูลค่า114,337ล้านบาท

ขณะที่การค้าผ่านแดนกับ3ประเทศ คือ สิงคโปร์ จีนตอนใต้ เวียดนาม ในเดือนก.ค.มีมูลค่า12,227ล้านบาท เพิ่มขึ้น10.2%ส่งผลให้ 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.2559) มีมูลค่า 86,057 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.6% ขาดดุลการค้า 3,527 ล้านบาท ทำให้ยอดรวมการค้าชายแดนและผ่านแดนเดือนก.ค.มีมูลค่า92,798ล้านบาท เพิ่มขึ้น0.8%และยอดรวม7เดือน(ม.ค.-ก.ค.2559)มีมูลค่า668,854ล้านบาท เพิ่มขึ้น3.2%

โอกาสส่งออกเป็นบวกขึ้นกับน้ำมัน

ด้านนายสมเกียรติ ศรีรัตน์พันธ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวว่า การส่งออกในปีนี้ช่วงที่เหลือของปีนี้ มีโอกาสกลับมาเป็นบวกได้เล็กน้อย หากราคาน้ำมันดิบในช่วงปลายปีปรับสูงขึ้นแต่คงไม่เกิน 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะทำให้กลุ่มสินค้ากลุ่มน้ำมันสำเร็จรูป เม็ดพลาสติก และเคมีภัณฑ์ ที่มีสัดส่วน10%ของการส่งออก ปรับตัวดีขึ้น และค่าเงินบาท ไม่แข็งค่ามากไปกว่าปัจจุบัน

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ต้องติดตามดูนโยบายการเงินของแต่ละประเทศ เช่น ธนาคารกลางของสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ ถ้าขึ้นก็จะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์และค่าเงินของประเทศอื่น ๆ อ่อนค่าลง และอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย รวมถึงความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลก ที่ยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน

“ค่าเงินบาทในปัจจุบัน ถือว่าแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา แต่เทียบกับคู่แข่ง เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ยังใกล้เคียงกับยูโร จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกในช่วงนี้ แต่ระยะต่อไปยังต้องติดตตามดูประเทศยักษ์ใหญ่จะเดินหน้ามาตรการกระตุ้นทางการเงิน หรือ คิวอี เพิ่มเติมหรือไม่”

เตรียมปรับเป้าส่งออกกลางเดือนหน้า

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ในช่วง5เดือนที่เหลือ หากสามารถผลักดันมูลค่าการส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละ 18,000 ล้านดอลลาร์ จะทำให้การส่งออกติดลบเล็กน้อย แต่ตามสถิติมูลค่าการส่งออก5 เดือนที่เหลือ (ส.ค.-ธ.ค.) ย้อนหลัง 3 ปี (2556-2558) พบว่า ในเดือน ส.ค. มีมูลค่าประมาณ 19,000 ล้านดอลลาร์ โดยในเดือน ก.ย.เฉลี่ยราว 19,300 ล้านดอลลาร์ เดือน ต.ค.ราว 19,300 ล้านดอลลาร์ เดือน พ.ย.ราว 18,100 ล้านดอลลาร์ และเดือน ธ.ค.อยู่ที่ราว 18,000 ล้านดอลลาร์ รวมมูลค่า 95,000 ล้าน ดังนั้น หากสร้างมูลค่าการส่งออก5เดือนที่เหลือในปีนี้ ได้เฉลี่ยเดือนละ19,000ล้านดอลลาร์ จะส่งผลให้การส่งออกทั้งปีนี้ ขยายตัว1.3%

กระทรวงพาณิชย์ เตรียมทบทวนเป้าหมายการส่งออกปีนี้อีกครั้งในกลางเดือนก.ย.ที่จะมีการประชุมร่วมกับทูตพาณิชย์ทั่วโลก เพื่อประเมินสถานการณ์การส่งออกก่อนตัดสินใจจะปรับลดตัวเลขการส่งออกลงจากที่ตั้งไว้5%หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เหลือของปีนี้ กระทรวงพาณิชย์ ได้วางกลยุทธ์ผลักดันการส่งออก ด้วยการพยายามหาคู่ค้าในต่างประเทศ เพื่อทำการตลาดในรูปแบบ“พาร์ทเนอร์ชิพมาร์เก็ตติ้ง”การทำการค้าในรูปแบบเทรดดิ้ง เฟิร์ม การเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ สัตว์เลี้ยง ที่มีมูลค่าสูง และการทำตลาดออนไลน์ หรือ ออนไลน์ มาร์เก็ตติ้ง