“ซีไอเอ็มบี” เปิดกลยุทธฺครึ่งปีหลัง ลุยขาย“หุ้นกู้-กองทุน” เจาะกลุ่มเศรษฐีชอบเสี่ยง วางเป้าดูดเงินลงทุน 30,000 ล้าน
หลังครึ่งแรกปีนี้พบโยกเงินฝากลงทุนแล้วหมื่นล้าน ยันไม่กระทบเป้าเงินฝากและไม่เร่งปล่อยสินเชื่อ ชี้แนวโน้มบาทสิ้นปีนี้อ่อนแตะ 36 บาทต่อดอลลาร์
นายอดิศร เสริมชัยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจรายย่อย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มความต้องการของลูกค้าปัจจุบัน ในภาวะดอกเบี้ยต่ำและการลงทุนทั้งในและต่างประเทศมีความผันผวน พบว่า ลูกค้าเงินฝากรายใหญ่เริ่มมองหาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ที่สร้างผลตอบแทนการลงทุนที่น่าพอใจ และให้ความสำคัญกับการวางแผนทางการเงินมากขึ้น
ปัจจุบันลูกค้ากลุ่ม Wealth ของธนาคารโยกการลงทุนในผลิตภัณฑ์เงินฝากมาลงทุนในผลิตภัณฑ์ลงทุนมากขึ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณหลักหมื่นล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรก ไตรมาสแรก7,000ล้านบาทและไตรมาสสอง 3,000 ล้านบาท ทำให้ยอดเงินฝากหายไปบ้าง จากยอดเงินฝากรายย่อย 70,000-80,000 ล้านบาท
ยอดภาพรวมเงินฝากไม่ได้ลดลง เพราะธนาคารยังมีการออกผลิตภัณฑ์เงินฝากดอกเบี้ยสูง 1.6% หรือสูงกว่าดอกเบี้ยประจำ สามารถชดเชยเงินฝากที่หายไปได้ และครึ่งปีหลังเงินฝากน่าจะไหลออกไม่มากแล้ว ทำให้ยอดเงินฝากภาพรวมทั้งปีนี้ยังทรงตัวตามเป้าที่ 107,000 ล้านบาท
ขณะที่ธนาคารไม่เร่งปล่อยสินเชื่อในปีนี้ คงเป้ายอดสินเชื่อใหม่ใกล้เคียงปีก่อนที่ 21,000 ล้านบาท แยกเป็นสินเชื่อบ้าน 14,000 ล้านบาท คาดสิ้นปีอาจจะต่ำเป้าอยู่ที่ 13,000 ล้านบาท แต่สินเชื่อไม่มีหลักประกัน 7,000 ล้านบาท คาดสิ้นปีจะเกินเป้า 8,000 ล้านบาท ทำให้ยอดสินเชื่อคงค้างสิ้นปีอยู่ที่ 86,000 ล้านบาท ยังสูงกว่าปีก่อนอยู่ที่ 70,000 ล้านบาท
ส่วนช่วงที่เหลือปีนี้ นายอดิศร กล่าวต่อว่า ธนาคารรุกธุรกิจบริหารจัดการเงินส่วนบุคคล (Wealth Management) ต่อเนื่อง ตั้งเป้าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของลูกค้า ผ่านผลิตภัณฑ์การลงทุนของธนาคารอีก 20,000-30,000 ล้านบาท มาจากกองทุนรวม 15,000 ล้านบาท ,หุ้นกู้อนุพันธ์ 3,000-5,000 ล้านบาท และหุ้นกู้บริษัทขนาดใหญ่อีก 5,000-10,000 ล้านบาท และจัดแคมเปญเงินฝากประจำดอกเบี้ยพิเศษ 1.6%
จากกลุ่มลูกค้าบุคคลธนกิจ (CIMB-Prefer) ของธนาคาร 50,000 คน ในจำนวนนี้เป็นลูกค้าลงทุนในหุ้นกู้ทั่วไป 20,000 คน ซึ่งลงทุนในตราสารหุ้นกู้อนุพันธ์ 700-800 คน คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 10,000 ล้านบาท ทำให้ตอนนี้ธนาคารเป็นผู้นำในตลาดหุ้นกู้
"ธนาคารเน้นจำหน่ายหุ้นกู้ให้กับลูกค้ารายย่อยเป็นหุ้นกู้ที่มี Credit Rating ที่ดี และแนวโน้มธุรกิจสดใส สามารถผลตอบแทนหุ้นกู้เสนอขายในตลาดรอง 2.8-3.6% หุ้นหู้ที่เสนอขายในตลาดแรกผลตอบแทน 4.5% และหุ้นกู้อนุพันธ์ให้ผลตอบแทน 3-6% และยังมีกองทุนรวมประเภทอินคัมฟันด์ กองทรัสต์ทั้งในและต่างประเทศ และกองทุนอินฟราสตรัคเจอร์อิควิตี้ ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากตอนนี้ต่ำ 0.25-1.25%"
นายสุธีร์ โล้วโสภณกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายบริหารเงิน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ทิศทางค่าเงินบาทช่วงที่เหลือปีนี้ ต้องระวังความผันผวนจากเงินทุนไหลเข้า ช่วงที่เฟดยังไม่ชัดเจนขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ดุลบัญชีเงินสะพัดของไทยยังสูง ทำให้บาทยังมีโอกาสแข็งค่าขึ้นได้ ดังนั้นผู้ส่งออกยังต้องปิดความเสี่ยงค่าเงิน แต่คาดเฟดไม่น่าจะรีบขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ หรือขึ้นอีกครั้งเดียวในช่วงปลายปีและปีหน้าจะทยอยปรับขึ้น เพราะราคาน้ำไม่ยังขึ้นไม่แรง และการจ้างงานของสหรัฐเต็มอัตราแล้ว
ส่วนช่วงนี้ที่เฟดยังส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยไม่ชัดเจน มองกรอบเงินบาทแข็งค่า 34.5-34.7 บาทต่อดอลลาร์ และไตรมาส 3 กรอบค่าเงินที่ 34.5-35.5 บาทต่อดอลลาร์ จากปัจจุบันที่ 34.6 บาทต่อดอลลาร์ และสิ้นปีนี้ ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าได้อยู่ที่ 36 บาทต่อดอลลาร์ ถ้าเฟดขึ้นดอกเบี้ยเดือนธ.ค.ปีนี้อาจจะมีเงินต่างชาติไหลออกบ้างในไตรมาสสุดท้ายแต่ไม่มาก
ดังนั้น ผู้ลงทุนลูกค้ากลุ่ม Wealth ต้องวางแผนทางเงิน เน้นกระจายความเสี่ยง หากยอมรับเสี่ยงได้มากขึ้น สามารถลงทุนผลิตภัณฑ์หุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนอัตราแลกเปลี่ยน และสินค้าโภคภัณฑ์เช่นทองคำได้






