หมดยุคองค์กรธุรกิจทำเพื่อสังคมโดยไม่หวังผล เมื่อทุกครั้งที่ลงเงิน ลงแรง และลงใจไป เราควร “หวังผล” ว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมด้วย
คนไทยชอบทำบุญ เราบริจาคเงินให้การกุศลเป็นกิจวัตร บริจาคเงินให้วัด ให้โรงเรียน โรงพยาบาล กับสารพัดมูลนิธิ โดยที่แอบหวังอยู่ลึกๆ ว่า ผลบุญนั้นจะส่งถึงตนเอง จะได้ขึ้นสวรรค์ ดวงดีถูกหวย เฮงๆ รวยๆ ชีวิตแฮปปี้!
“การบริจาคเงินให้ใครก็ตาม หรือบริจาคน้ำพักน้ำแรง บริจาคหัวสมอง สิ่งจำเป็นที่สุดคือ อย่าหวังผลอะไรที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่ต้องให้ผลนั้นเกิดขึ้นกับสังคมเป็นส่วนใหญ่ด้วย”
ถ้อยคำสะกิดเหล่าคนใจบุญ จาก “ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ฝากไว้ในงาน THAILAND STRATEGIC GIVING ซึ่งจัดโดยวิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยการสนับสนุนของมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ ที่ผ่านมา สะท้อนมุมคิดของ “การให้” ที่ต้องต่างไปจากเดิม
แม้แต่องค์กรธุรกิจ ที่ขับเคลื่อนโครงการ CSR ลงเม็ดเงิน สรรพกำลัง และทรัพยากรไปมากมายในแต่ละปี ก็หมดเวลาที่จะหยุดอยู่แค่ การทำบุญ การบริจาค สะเปะสปะ ไร้เป้าหมาย ไร้กระบวนการ แต่เขาว่า ต้องปฏิวัติ “วิธีคิด” และ “จิตสำนึก” มาสู่การให้อย่างมียุทธศาสตร์ มีระบบ มีวิธีการ มีการประเมินและติดตามผลได้
ส่วนความดีที่ลงทุนไป ก็ต้องสามารถเข้าไปแก้ปัญหาประเทศได้ถึงรากเหง้า โดยเฉพาะเรื่อง “การศึกษา” ต้นตอของปัญหาในทุกสังคม นำมาสู่ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ สิทธิที่ไม่เท่าเทียมกัน กับสารพัดปัญหา “โลกแตก” ก็ล้วนมาจากต้นทางเดียวกันนี้ ซึ่งภาคธุรกิจสามารถเข้ามามีส่วนร่วมเยียวยาปัญหานี้ได้ แค่เปลี่ยนมาสู่การให้อย่างมีกลยุทธ์
เขายกตัวอย่าง กลุ่ม ปตท. ที่ลงทุนกับการศึกษาไปแล้วกว่า 6 พันล้านบาท เพื่อสร้างกำลังพลด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สร้างสายอาชีพด้านวิทยาศาสตร์อย่างสมบูรณ์ในประเทศไทย โดยการตั้ง โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) โรงเรียนวิทยาศาสตร์แนวใหม่สำหรับนักเรียนที่มีความรู้ความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์ และ สถาบันวิทยสิริเมธี เพื่อสร้างบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรมให้กับประเทศ ซึ่งนี่สะท้อนตัวอย่างของการลงทุนในการศึกษา เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงสู่สังคม และช่วยให้ไทยหลุดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง (middle income trap) ไปได้
“สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เราต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ท ต้องทำอะไรที่สร้างความแตกต่างในทางที่ดีแก่สังคม สิ่งที่พวกท่านกำลังทำอยู่เป็นประโยชน์มากแก่ประเทศชาติและคนไทย แต่ต้องทำอีกนาน ต้องพูดซ้ำๆ ซากๆ ให้สังคมเข้าใจ พูดให้รัฐบาลเข้าใจ พูดให้นักการเมืองเข้าใจ แต่ทำได้ และทำด้วยกัน” เขาสรุปในตอนท้าย
การให้ต้องหวังผล แม้แต่นักลงทุน ลงทุนไปก็ต้องหวังจะได้ผลตอบแทน แต่จะดีแค่ไหนถ้านอกจากดอกผลเป็นเม็ดเงิน เราจะยังได้ช่วยสังคมไปพร้อมกันด้วย เรากำลังพูดถึง กองทุนรวมคนไทยใจดี (BKIND) จากค่ายบัวหลวง ที่เกิดขึ้นเมื่อ 2 ปี ก่อน โดยเน้นระดมเงินจากผู้ลงทุน ไปลงทุนในกิจการที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม มีธรรมภิบาล และร่วมต่อต้านคอร์รัปชั่น ส่วนเงินจากค่าธรรมเนียม ค่าบริหารจัดการ ที่เรียกเก็บจากกองทุน ก็แบ่งมาบริจาคให้มูลนิธิหรือหน่วยงานที่มีส่วนร่วมเพื่อสังคม นี่คือตัวอย่างการพลิกโมเดลการให้อย่างมีกลยุทธ์ ที่วินกับทั้ง นักลงทุน สังคม และธุรกิจ
“เราเข้าใจดีว่าการให้โดยไม่ติดตามผล อาจไม่ได้ช่วยให้สังคมดีขึ้น สิ่งที่เราทำมาตลอดคือ การให้ทุกครั้ง จะต้องผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการมาอย่างดีแล้ว และมีการติดตามผลการทำงานอย่างต่อเนื่องด้วย”
“หรรสา สุสายัณห์” กรรมการผู้จัดการ บลจ. บัวหลวง กลุ่มธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนส่วนบุคคล บอก ก่อนรายงานความคืบหน้าของ กองทุนรวมคนไทยใจดี ที่ถึงวันนี้นำเงินไปสนับสนุนกิจการน้ำดีแล้วประมาณ 26 โครงการ เป็นเงินกว่า 20 ล้านบาท ได้รับความสนใจจากทั้งนักลงทุนรายย่อยและรายใหญ่ รวมอยู่กว่า 8 พันบัญชี คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 1.5 พันล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะถือยาวแม้สถานการณ์ในตลาดหุ้นจะผันผวนแค่ไหนก็ตาม
การให้เพื่อสังคมทำได้หลายอย่าง แม้แต่เริ่มจากความสนใจส่วนตัว เช่นเดียวกับ “เพชร โอสถานุเคราะห์” อธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด ที่บอกเราว่า ปัญหาสังคมมีหลายมิติ ซึ่งต่อให้เราทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ แต่ถึงวันนี้คนรวยก็ยังติดกับดักอยู่ เพราะยังมีชีวิตที่ไม่สมดุล เขาจึงเชื่อว่า หนึ่งในหนทางที่จะขัดเกลาหัวใจผู้คนได้ ก็คือ “ศิลปะ” ที่มาของแนวคิดทำ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย
“ผมเชื่อว่าศิลปะจะทำให้ชีวิตมนุษย์มีความสมดุลได้ คนที่เข้าถึงศิลปะจะต่างจากคนที่มีเงินแล้วซื้อรถสปอร์ต โดยเขาต้องเป็นคนที่มีสุนทรียะอยู่ในใจ จิตใจดี และจะไม่ทำร้ายใคร เพราะจิตใจเขาได้ถูกขัดเกลามาแล้ว ผมเชื่อว่าการแก้ปัญหาสังคมต้องแก้ที่รากเหง้า แต่หนึ่งในรากเหง้าก็คือ จิตใจ ไม่ใช่แค่การศึกษา เงิน หรืออะไร” เขาย้ำ
ในมุมมองคนทำธุรกิจด้านการศึกษา อย่าง “ตะวัน เทวอักษร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อักษร เอ็ดดูเคชั่น จำกัด (มหาชน) สะท้อนความคิดว่า การให้เพื่อสังคมควรเกิดขึ้นในดีเอ็นเอของธุรกิจ และเป็นการทำบุญที่อยู่ในกระบวนการธุรกิจ (Philanthropy in Process) ไม่ใช่ต้องรอให้รวยก่อนถึงค่อยให้
"ผมว่าการทำธุรกิจที่ดี ดีที่สุด ไม่ใช่เราทำกำไรจากธุรกิจที่ไม่ดีแล้วมาบริจาคเงิน ซึ่งธุรกิจที่ดีคือต้องอยู่ในดีเอ็นเอขององค์กร คุณทำธุรกิจทุกวันให้ดี ก็เท่ากับคุณทำดีทุกๆ วัน อย่างผมคุยกับลูกน้องเสมอว่า สิ่งที่เราทำสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กได้หรือเปล่า ช่วยให้เด็กเก่งขึ้นไหม นั่นคือสิ่งที่เราทำเพื่อธุรกิจ ขณะเดียวกันก็ทำให้ลูกค้าเราดีด้วย ถามว่าเราได้อะไร มาร์เก็ตแชร์เราสูงขึ้น ขณะที่ธุรกิจก็เสถียรและยั่งยืนมากขึ้นด้วย” เขาบอกผลลัพธ์
ก่อนยกตัวอย่าง การทุ่มทุนลงไปโค้ชชิ่งคุณครู เพื่อให้ทำการสอนให้ดีขึ้น ทุ่มพัฒนาสื่อการเรียนการสอน ที่จะช่วยทำให้คุณครูสอนง่าย และเด็กไทยสนุกกับการเรียนมากขึ้น หมดเม็ดเงินไปนับ 500 ล้านบาท แต่ผลตอบรับในเชิงธุรกิจคือ วันนี้พวกเขาขยับมามีมาร์เก็ตแชร์สูงถึง 40% ธุรกิจเติบโตขึ้น และมีรายได้ต่อปีอยู่ที่ประมาณ 2.5 พันล้านบาท
ด้าน “ปริญญ์ พานิชภักดิ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์ CLSA (ประเทศไทย) แสดงความเห็นว่า ยุคนี้การให้ต้องเปลี่ยนไป โดยต้องสามารถ “หวังผล” และ “วัดผล” ได้ และไม่ใช่ทำเพื่อเอาหน้าตัวเอง แต่ต้องเป็นการให้กับสังคมในระยะยาวด้วย ซึ่งสำหรับองค์กรนั้น ผลที่ว่าก็ย่อมส่งถึงธุรกิจของพวกเขาอยู่แล้ว เช่น การที่บริษัทใหญ่ๆ มาลงทุนในการศึกษา ก็เพื่อสร้างกำลังคนที่เก่ง ที่ดี มาเป็นกำลังสำคัญของธุรกิจในอนาคตได้นั่นเอง
“การให้เพื่อหวังผลไม่ผิดเลย แต่อย่าไปหวังแค่ผลกับตัวเองอย่างเดียว ทว่าควรจะเกิดผลบวกกับสังคมด้วย” เขาสรุปในตอนท้าย
นี่คือวิสชั่นของเหล่าผู้นำ ที่พลิกโมเดล CSR สู่การให้อย่างมีกลยุทธ์ เพื่อผลลัพธ์สูงสุดไม่ใช่แค่กับตัวเอง แต่คือสังคมส่วนรวมด้วย


