กองทุนเผยตลาดหุ้นไทยระยะยาวไปต่อ แม้พีอีแพง ขณะที่ช่วงครึ่งปีหลังยังเห็นการปรับฐานได้จากเฟดขึ้นดอกเบี้ยไม่ชัดอาจทำตลาดผันผวน
ย้ำลงทุนยังต้องระวัง เน้นเลือกหุ้นรายตัวแนวโน้มดีเชียร์กลุ่มธนาคาร- ท่องเที่ยว- ค้าปลีก -รับเหมาก่อสร้าง ส่วนการลงทุนLTF คาดเม็ดเงินปีนี้โตชะลอลง ชี้จัดพอร์ตระยะยาวออมวัยเกษียณ
นายอดิเทพ วรรณพฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน บลจ . อเบอร์ดีน จำกัด เปิดเผยในงาน “ผู้จัดการกองทุนมองหุ้นไทยไตรมาส3” ว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้ยังไปต่อได้ แม้ตอนนี้PEจะแพงกว่าในอดีตถึง10เท่า แต่ยังมีโอกาสปรับขึ้นได้อีก จากปัจจัยพื้นฐานของไทยยังดี บริษัทจดทะเบียนในตลาดฯ มีความแข็งแกร่ง นักลงทุนยังมองหาผลตอบแทนที่ถูกใจ เช่นจ่ายปันผล 3-5% แต่ PE บางแห่งจะสูง20-25เท่าก็ยังลงทุน เพราะนักลงทุนยังหาทางเลือกลงทุนผลตอบแทนสูงในภาวะดอกเบี้ยต่ำ
ขณะที่ภาวะในต่างประเทศ ดอกเบี้ยต่ำในหลายประเทศพัฒนาแล้ว และ ผลBrexit รวมถึงเฟดยังขึ้นดอกเบี้ยช้ากว่าที่ตลาดคาด ดังนั้น แนวโน้มเงินทุนยังไหลเข้ามาในตลาดเกิดใหม่ต่อเนื่อง ในส่วนของบริษัทยังลงทุนในตลาดเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น และมีสัดส่วนลงทุนในตลาดไทยหุ้น4%
อย่างไรก็ตามการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังยังต้องระมัดระวัง จัดพอร์ตการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงมากที่สุด โดยบริษัทกำหนดสัดส่วนลงทุนรายบริษัทไม่เกิน10% และรายกลุ่มอุตสาหกรรมไม่เกิน20% รวมทั้งเลือกลงทุนรายตัว สำหรับบริษัทยังมองการลงทุนระยะยาว 3-5ปี โดยยังคงให้น้ำหนักหุ้นในกลุ่มธนาคารใหญ่ที่มีการบริหารจัดการหนี้เสียที่ดีขึ้น กลุ่มประกัน และกลุ่มพลังงาน ยังต้องเลือกรายบริษัทที่มีคุณภาพ
รวมถึงการลงทุนภาครัฐจะส่งผลดีต่อ กลุ่มปูนซีเมนต์และขนส่ง
ส่วนสถานการณ์ลงทุนใน RMF-LTF ยังมองว่า เงินลงทุนจะยังไหลเข้ามาในช่วงสิ้นปี แต่ในช่วงตลาดหุ้นขึ้นในปีนี้สำหรับLTF ยังมีการขายทำกำไรออกมา และด้วยกฎเกณฑ์ใหม่ระยะเวลาถือครองนานขึ้น มองว่าคนยังสนใจอยู่ แต่พฤติกรรมคนไทยยังรอซื้อLTF สิ้นปีดังนั้น อยากให้ลงทุนซื้อแบบหักบัญชีรายเดือนเพื่อทะยอยสะสม
นายวิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ. ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นช่วงครึ่งปีหลัง อาจจะมีการปรับฐานได้บ้าง จากปัจจัยภายนอกที่คุมได้ยาก ทั้งปัจจุบันPE เฉลี่ยเพิ่มขึ้น1.5เท่า หรือ PE ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่15เท่า เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยย้อนหลัง5ปีอยู่ที่12-13เท่า รวมถึงยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภัยนอกที่จะมากระทบตลาด ทั้งเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ไม่ชัดเจน และนักลงทุนสถาบันส่วนใหญ่ใช้ กองทุนต่างประเทศ(ETF) เป็นเครื่องมือเพิ่มลดน้ำหนักการลงทุนชั่วคราว ซึ่งมีเงินเข้าออกตลาดเร็ว ทำให้ตลาดผันผวนได้ แต่อย่างไรก็ตามในระยะยาวจนถึงปีหน้าตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสไปได้ต่อ
สำหรับการลงทุนระยะสั้นในช่วงครึ่งปีหลัง ยังต้องระวัง โดยบริษัทยัง เลือกกลุ่มได้ประโยชน์จาการอุปโภคและบริโภคในประเทศที่ฟื้นตัวและการลงทุนภาครัฐที่ยังดีต่อเนื่อง ให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มอุปโภคบริโภค กลุ่ม รับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มท่องเที่ยว ยังมีแนวโน้มที่ดีในระยะยาว และยังต้องพิจารณาลงทุนหุ้นแบบเจาะรายตัว
“ตลาดหุ้นไทยไตรมาส3ยังดีต่อเนื่องจากไตรมาส2 จากการเมืองไทยนิ่ง เงินทุนยังไหลเข้าได้อีก แต่ปัจจัยเสี่ยงยังมาจากความไม่ชัดเจนขึ้นดอกเบี้ยของเฟดทำให้ตลาดอาจกลับทิศได้ ขณะที่ราคาน้ำมันขึ้นยาก กลุ่มพลังงานจะมีปัจจัยลบเรื่อยๆ หนี้ครัวเรือนไทยยังสูง ดอกเบี้ยต่ำคนไม่ย่อมใช้หนี้ กู้ใหม่ครึ่งปีหลังยังลำบาก ”
ส่วนการลงทุนในRMF-LTF นั้นมองว่า นักลงทุนควรต้องสร้างพอร์ตลงทุนระยะยาวมากกว่า เพื่อให้มีเงินออมหลังเกษียณ ซึ่งหลังเกษียณต้องมีเงิน10ล้านบาทถึงจะเพียงพอ
นางสาวธิดา ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ บลจ. กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยช่วงที่เหลือปีนี้ยังไปต่อได้แต่เท่าครึ่งปีแรกคงเป็นไปได้ยาก น่าจะยังมีการปรับฐานอยู่บ้างแต่ไม่มากแล้ว มองว่าดัชนีสิ้นปีนี้น่าจะอยู่ที่1550จุด ปัจจัยสำคัญช่วงที่เหลืออยู่ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วกว่าที่ตลาดคาดหรือไม่ และผลกระทบจากBrexit ทำให้เศรษฐกิจยุโรยังชะลอ รวมถึงเศรษฐกิจจีนยังคาดเดาได้ยาก และเศรษฐกิจญี่ปุ่นแม้จะมีมาตรการกระตุ้นแต่ไม่ได้ผล ขณะที่ผลกำไรและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไทยน่าจะไปได้ดี
ดังนั้นมองว่า ช่วงที่เหลือยังมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าในตลาดเกิดใหม่ในเอเชียและไทยโดยหุ้นที่แนวโน้มดีได้แก่กลุ่มค้าปลีก กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มรับเหมาก่อสร้างรวมถึงกลุ่มอาหาร ส่วนกลุ่มพลังงาน ยังมีทิศทางที่ดีแต่ต้องเลือกหุ้นรายตัว
ทางด้านการลงทุนRMF-LTFนั้นพบว่า ปีนี้มูลค่าตลาดLTF เติบโตชะลอลงจากในอดีตเติบโต2หลัก จากปกติปริมาณซื้อกองทุนLTF ประมาณ50,000-60,000ล้านบาทต่อปีนอกจากนี้ส่วนใหญ่คนนิยมรอซื้อช่วงปลายปีแต่การลงทุนควรเฉลี่ยกระจายซื้อทุกเดือน กระจายพอร์ตสร้างการลงทุนระยะยาว






