"เอสซีจี" เข้าไปเปิดตลาดเวียดนามในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2532-ปัจจุบัน) จากธุรกิจค้าขาย ก็ขยายตัวไปสู่การลงทุนในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย
รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า เวียดนามเป็นตลาดที่มีความสำคัญ กำลังเติบโต และมีประชากรมาก ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะขยายการลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นอีกตลาดที่มีความสำคัญในอาเซียน
ปัจจุบันเครือซิเมนต์ไทย มีมูลค่าการลงทุนในตลาดเวียดนาม 800 ล้านเหรียญสหรัฐ และภายในปลายปี 2559 นี้ มูลค่าการลงทุนจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยอยู่ระหว่างเจรจาควบรวมกิจการกับนักลงทุนท้องถิ่น และคาดว่าจะสรุปรายชื่อผู้ถือหุ้นได้ภายในปลายปีนี้
“พูดกว้างๆ ได้ว่า หลังควบรวมกิจการแล้วเสร็จ จะสามารถพูดคุยในรายละเอียดทางการเงินได้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2560 และลงทุนสร้างโรงงานในครึ่งปีหลัง”
เอสซีจีเป็นผู้ผลิตและผู้ให้บริการที่หลากหลายในตลาดเวียดนาม ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เซรามิก ซีเมนส์ และวัสดุก่อสร้างต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มพีวีซี และบรรจุภัณฑ์ ที่รองรับตลาดในประเทศ และเพื่อการส่งออก
“กลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์ เรากำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการสร้างโรงงานทางตอนใต้ของเมืองโฮจิมินห์ รวมถึงขยายโรงงานเซรามิกแห่งใหม่ทางตอนกลางของเวียดนาม” เขากล่าว
ในฐานะกลุ่มบริษัทชั้นนำของอาเซียน การดำเนินธุรกิจของเอสซีจี จะยึดมั่นตามกรอบสากล ว่าด้วยการส่งเสริมและเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกๆ ที่ที่ประกอบกิจการ
เขากล่าวว่า วิสัยทัศน์ของเอสซีจีคือ การทำองค์กรให้เป็นแบบอย่างของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในระดับประเทศ และในระดับภูมิภาคอาเซียน รวมถึงลงลึกไปในระดับชุมชนที่บริษัทเข้าไปดำเนินธุรกิจ
ที่ผ่านมาบริษัทเน้นจ้างงานในท้องถิ่นเป็นหลัก ในทุกประเทศที่เข้าไปขยายกิจการ เฉพาะในเวียดนามมีพนักงานซึ่งเป็นคนในพื้นที่รวมกว่า 7,000 คน ในกลุ่มธุรกิจเอสซีจี 20 แห่งที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ
“เรามีความมุ่งมั่นกับการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม รวมทั้งมีความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย รวมทั้งส่งเสริมการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งแน่นอนว่าการพัฒนาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ถือเป็นวิสัยทัศน์หลักที่ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจ เราดีใจที่เห็นการตื่นตัวทางด้านสิ่งแวดล้อมในเวียดนามเช่นกัน”
เอสซีจีเชื่อมั่นว่า การศึกษามีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความเจริญก้าวหน้าของคนและประเทศชาติ และในฐานะที่บริษัทเป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จจากการมุ่งพัฒนาคน ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมานี้บริษัทจึงเน้นพัฒนาคนผ่านการศึกษา ภายใต้แนวคิด “SCG Sharing the Dream” ซึ่งเป็นโค รงการความรับผิดชอบต่อสังคมระดับภูมิภาค ให้ความช่วยเหลือทางด้านการศึกษาแก่เยาวชนในประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และ สปป. ลาว ตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน โดยแต่ละปีได้มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนกว่า 5,000 ทุน เพื่อเป็นกำลังใจให้เยาวชนสามารถใช้ชีวิต และเดินหน้าหาความฝันของตัวเองได้อย่างแข็งแกร่ง
“Sharing the Dream เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสังคมและชุมชนในเวียดนาม ซึ่งถือว่าเป็นโปรแกรมที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเอสซีจีได้ดำเนินการมอบทุนไปแล้วกว่า 4,000 ทุน และปี 2559 นี้ บริษัทเพิ่งให้ทุนต่อเนื่องเพิ่มเติมอีก 400 ทุน เมื่อกลางเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ให้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมที่เรียนดีแต่ยากจน และกตัญญูต่อครอบครัว น้องๆ หลายคนที่เอสซีจีเข้าไปส่งเสริม สามารถเรียนจบมหาวิทยาลัยจากการได้รับทุนเต็มจำนวน ทุกวันนี้เด็กกลุ่มนี้กลายเป็นกำลังสำคัญของครอบครัวและประเทศชาติ”
รุ่งโรจน์กล่าวว่า การทำความฝันให้เป็นจริง จะนำความสุขที่แท้จริงมาสู่ครอบครัวและชุมชน ขณะที่ฝันของเอสซีจีคือ การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และเข้าไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน ในประเทศที่บริษัทเข้าไปลงทุน เพราะการทำธุรกิจในโลกยุคใหม่ การทำซีเอสอาร์เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับการสร้างความยั่งยืนให้องค์กร
“ธุรกิจจะสำเร็จได้อย่างยั่งยืน ซีเอสอาร์เป็นเรื่องสำคัญ และสำคัญมากกว่ารูปแบบทางธุรกิจด้วยซ้ำไป เพราะการทำธุรกิจ เราไม่ได้มีแค่การผลิต แต่เรามีคนอยู่ในระบบการผลิตนั้นด้วย ดังนั้นการใส่ใจคนด้วยกันจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทำให้ธุรกิจเป็นที่ต้อนรับ และเดินหน้าพัฒนาต่อได้”
สุดท้ายแล้วกลยุทธ์การเติบโตของเอสซีจีในตลาดเวียดนาม ไม่ใช่แค่ความสามารถในการทำกำไร หรือราคาหุ้นที่ทวีมูลค่า แต่เป็นการกวาดตาให้รอบ ทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง กำไร (เศรษฐกิจ) ใส่ใจ (สิ่งแวดล้อม) และแบ่งปัน (สังคม) ...





