วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สมคิด'ตีกรอบทำงบสมดุล ภายใน8ปี

“สมคิด” ถกคลังวางกรอบงบประมาณสมดุล สร้างความยั่งยืนทางการคลังในระยะ 7 – 8 ปี ส่งต่อเป็นแนวนโยบายบริหารเศรษฐกิจรัฐบาลต่อไป

รัฐบาลวางแผนจัดทำงบประมาณสมดุลอีกครั้ง เพื่อวางกรอบสร้างความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ โดยคาดว่างบประมาณจะเข้าสู่ภาวะสมดุลใน 7-8 ปีข้างหน้า

การจัดทำงบประมาณแบบสมดุลมีมาหลายครั้ง โดยก่อนหน้านี้มีข้อตกลงระหว่างรัฐบาลและสำนักงบประมาณว่าจะทำงบสมดุลให้ได้ภายในปี 2560 แต่เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อีกทั้งยังมีอุปสรรคเรื่องการจัดเก็บรายได้ภาษีใหม่ และรัฐบาลก่อนหน้านี้ใช้จ่ายจากโครงการประชานิยมหลายด้าน ส่งผลให้การจัดทำงบประมาณสมดุลเป็นไปได้ยาก

สำหรับงบประมาณปี 2560 รัฐบาลจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลอีก 3.9 แสนล้านบาท เท่ากับงบประมาณปี 2559 ซึ่งส่วนใหญ่เพิ่มในงบลงทุนของภาครัฐและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าได้หารือกับนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในการประเมินและจัดทำแผนความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ โดยตั้งเป้าหมายว่าจะให้ประเทศไทยมีงบประมาณแบบสมดุลภายในระยะ 7 – 8 ปี จากที่ปัจจุบันยังคงใช้งบประมาณขาดดุล

นายสมคิด กล่าวว่า การจัดทำงบประมาณแบบสมดุลถือว่าเป็นกรอบทางการคลังของประเทศที่ต้องวางไว้เพื่อให้เป็นเป้าหมายในการบริหารงานเศรษฐกิจของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและถือว่าเป็นกรอบการบริหารเศรษฐกิจที่จะส่งต่อให้รัฐบาลต่อไปด้วย

นายสมคิด ยังกล่าวว่า การตั้งงบประมาณสมดุลมีความจำเป็นสำหรับการบริหารเศรษฐกิจในระยะยาวแต่ต้องพิจารณาดูเศรษฐกิจโลกด้วยว่าเป็นอย่างไรถ้าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังไม่ดีการตั้งงบประมาณขาดดุลยังมีความจำเป็น

ขณะที่การลงทุนในประเทศเกี่ยวกับโครงการขนาดใหญ่จะมีการลงทุนโดยใช้รูปแบบการลงทุนร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน(พีพีพี) ซึ่งในการดำเนินงานโครงการต่างๆ รัฐบาลไม่ได้ประมาท ซึ่งต้องมีการดูกรอบหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ว่าอยู่ในระดับที่สูงเกินไปหรือไม่

“เศรษฐกิจที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา 2.8 – 3.5% ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ถือว่าน่าพอใจแต่การที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มได้ถึง 4 -5% ต้องยกเครื่องเศรษฐกิจให้เป็นห่วงโซ่การผลิตเชิงคุณค่า (value base) ดังนั้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ในการบริหารเศรษฐกิจจะให้ความสำคัญกับเรื่องที่สำคัญ 3 เรื่องได้แก่ การลดความเหลื่อมล้ำ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารงานภาครัฐ” นายสมคิดกล่าว

นายนณริฏ พิศลยบุตร นักเศรษฐศาสตร์สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังเป็นกรอบในการสร้างเสถียรภาพทางการคลัง คือทำให้รายรับและรายจ่ายของภาครัฐมีความสมดุลในระยะกลางและระยะยาวซึ่งถือว่าเป็นธรรมาภิบาลข้อหนึ่งที่มีความสำคัญในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าในอดีตมีการใช้นโยบายประชานิยมอย่างกว้างขวางและทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มสูงขึ้นและทำให้เงินงบประมาณที่ควรจะนำไปลงทุนไม่ได้ถูกนำไปใช้ในการลงทุนภาครัฐเท่าที่ควรซึ่งทำให้ตัวเลขการลงทุนภาครัฐลดต่ำลงมาก

นายนณริฏ กล่าวว่าการปรับสมดุลงบประมาณภาครัฐต้องทำทั้งในด้านการเพิ่มรายได้และการลดรายจ่ายภาครัฐซึ่งในส่วนการเพิ่มรายได้ทางหนึ่งที่ภาครัฐควรทำคือหาจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 7% เป็น 10% รวมทั้งปรับเพิ่มภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดา หรือขยายฐานภาษีด้วยการจัดเก็บภาษีที่ไม่เคยเก็บมาก่อน ส่วนการลดรายจ่ายภาครัฐ ต้องพิจารณาว่าสามารถลดรายจ่ายภาครัฐ โดยการลดขนาดของหน่วยงานภาครัฐที่มีขนาดใหญ่และใช้งบประมาณมากเกินไป หรือลดรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับนโยบายประชานิยม

ส่วนรายจ่ายเรื่องการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่แม้จะทำให้กรอบการสมดุลทางการคลังล่าช้าไปบ้างแต่ก็ไม่ควรปรับลดงบประมาณในการลงทุนลง แต่สามารถใช้วิธีการพีพีพีมาลดภาระการลงทุนภาครัฐได้

"การคุมวินัยทางการคลังเป็นสิ่งที่ดีแต่ต้องดูว่าจะวางแผนในการควบคุมให้ได้ตามกรอบอย่างไร ซึ่งรัฐต้องมีทั้งแผนการหารายได้เพิ่มและแผนการปรับลดรายจ่าย ซึ่งการลดรายจ่ายควรที่จะลดรายจ่ายประจำ และวางกลไกไม่ให้รัฐบาลใช้งบประมาณประชานิยมมากแต่ไม่ควรไปปรับลดรายจ่ายลงทุนภาครัฐเนื่องจากมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว" นายนณริฏ กล่าว