หุ้นใหญ่‘บีแลนด์’ ตุนก่อนซื้อคืนรอบ2

หุ้นใหญ่‘บีแลนด์’ ตุนก่อนซื้อคืนรอบ2

ราคาหุ้นบีแลนด์สูงสุด ‘”รอบปีครึ่ง” หลังบริษัทเปิดโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน

หุ้นบางกอกแลนด์ (BLAND) เริ่มกลับมาซื้อขายกันคึกคักมากขึ้นในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา หลังจากที่ราคาหุ้นเริ่มไต่ระดับจาก 1.40 บาท จนล่าสุด (16 ส.ค.) ทะลุขึ้นมาเหนือ 1.70 บาท ซึ่งเป็นราคาสูงสุดในรอบเกือบ 1 ปีครึ่ง พร้อมปริมาณการมูลค่าการซื้อขายภายในวันสูงที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี

ปัจจัยสำคัญที่เข้ามากระทบต่อราคาหุ้นน่าจะเป็นผลจากการที่บริษัทเปิดแผนการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน (Treasury Stock) ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 30 ส.ค. 2559 – 28 ก.พ. 2560 ในวงเงินไม่เกิน 2,278 ล้านบาท คิดเป็นจำนวนหุ้นที่จะซื้อคืนไม่เกิน 911.23 ล้านหุ้น หรือไม่เกิน 4.41% ของหุ้นทั้งหมด

ทั้งนี้ การซื้อหุ้นคืนครั้งแรกของบริษัทนั้นเกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2557 โดยซื้อหุ้นคืนไปทั้งสิ้น 1,155.01 ล้านหุ้น มูลค่ารวม 2,336.02 ล้านบาท โดยต้นทุนเฉลี่ยของบริษัทสำหรับการซื้อหุ้นคืนรอบที่ผ่านมาอยู่ที่ 2.02 บาทต่อหุ้น แต่ภายหลังจบโครงการซื้อหุ้นคืนรอบที่แล้ว ราคาหุ้นบางกอกแลนด์ก็ปรับตัวลงต่อเนื่อง ทำให้ราคาหุ้นเคยลงไปต่ำกว่าทุนถึง 30

ในครั้งนี้ดูเหมือนว่านักลงทุนจะตอบรับต่อการซื้อหุ้นคืนต่างออกไป เพราะราคาหุ้นขยับขึ้นมาทันที 5-6% หลังประกาศแผน แต่ก็เป็นที่น่าจับตามองว่า แนวโน้มจะเป็นอย่างไร และการซื้อหุ้นคืนครั้งนี้จะมีวัตถุประสงค์ออกมา เพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนการซื้อคืนครั้งก่อนหรือไม่

ด้านอนันต์ กาญจนพาสน์ ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 และประธานกรรมการบริหาร ของบางกอกแลนด์ รายงานการซื้อหุ้นมาต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2558 คิดเป็นมูลค่ากว่า 208.88 ล้านบาท ต้นทุนเฉลี่ย 1.47 บาท คิดเป็นส่วนต่างกำไรแล้วประมาณ 32.49 ล้านบาท

ขณะที่ธุรกิจหลักของบางกอกแลนด์ปัจจุบันมาจาก อิมแพค เมืองทองธานี คิดเป็นสัดส่วนถึง 65% ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งส่วนมากเป็นโครงการที่ค้างมาจากในอดีตราว 25% ในอนาคตบริษัทมีแผนที่จะลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ๆ ภายในบริเวณเมืองทองธานี อีก 5-6 โครงการ อาทิ โรงแรม สวนสนุก ช้อปปิ้ง มอลล์ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนในระดับหมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตามโครงการเหล่านี้อาจต้องใช้เวลาถึง 2 ปี จึงจะเริ่มสร้างรายได้เข้ามา ดังนั้นรายได้และกำไรหลักช่วง 1-2 ปีนี้ จึงยังมาจากอิมแพคเช่นเดิม

ปัจจัยหนุนที่ทำให้ราคาหุ้นเริ่มขยับได้ น่าจะเป็นเรื่องของรายได้พิเศษจากการขายที่ดินย่านศรีนครินทร์ 1,200 ไร่ มูลค่ารวมกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทยอยบันทึกเข้ามาช่วง 2-3 ปี ส่วนนี้น่าจะเป็นปัจจัยที่นักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรกันในระยะสั้นก็เป็นได้

แม้ราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นมากว่า 20% ในช่วง 2-3 เดือนนี้ แต่ราคาหุ้นก็ยังต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี ซึ่งอยู่ที่ 2.43 บาท ขณะที่ค่าพีอีอยู่ที่ราว 9 เท่า และมีอัตราเงินปันผลตอบแทนราว 4% นอกจากนี้บริษัทยังมีสภาพคล่องส่วนเกินอยู่ค่อนข้างมาก โดยมีกำไรสะสม 7,731 ล้านบาท มีเงินสดราว 1,130 ล้านบาท และมีหนี้สินต่อทุนต่ำเพียง 0.16 เท่า 

ด้วยตัวเลขทางการเงินเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นในเบื้องต้นว่า บางกอกแลนด์ มีฐานะการเงินที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง แต่สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่นักลงทุนอาจจะยังไม่มั่นใจนัก คือเรื่องทิศทางการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว เพราะหลังจากที่บริษัทตัดขายสินทรัพย์ที่มีอยู่ออกไปจำนวนมาก คงจะต้องกลับมาดูกันว่าโครงการลงทุนที่มีในมือนั้นมีโอกาสจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด