‘บัตรกรุงไทย’ เพิ่มเป้ากำไรปีนี้เป็นโต 15-20% จากปีก่อนที่ทำได้ 2,076 ล้านบาท หลังครึ่งปีแรกกำไรโตเกินเป้า ทำได้ 1,214 ล้านบาท
จากค่าใช้จ่ายการตลาดต่ำกว่าคาด เตรียมออกหุ้นกู้ชุดใหม่ 3,000 – 4,000 ล้านบาท ช่วงไตรมาส 4 หวังลดต้นทุนลงต่ำกว่า 3.3% อีกเล็กน้อย
นายระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) KTC เปิดเผยว่า หลังจากที่ผลประกอบการไตรมาส 1 และ 2 ที่ผ่านมาออกมาดีกว่าที่คาดไว้ โดยมีกำไรรวม 1,214.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.97% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ทำให้แนวโน้มกำไรทั้งปีน่าจะเพิ่มขึ้นได้ 15-20% จากปีก่อนที่ทำได้ 2,072.61 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่คาดว่าจะใกล้เคียงกับปีก่อน
โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้กำไรเติบโตได้ดีกว่าที่คาดไว้เป็นเพราะหลายบริษัทถูกกดดันจากเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้น ทำให้การใช้ค่ายใช้จ่ายด้านการตลาดไม่เข้มข้นเท่ากับที่ผ่านมา และก็ช่วยให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมลดลงไปด้วย ขณะเดียวกันส่วนของบริษัทเองสามารถคุมเอ็นพีแอลได้ดีกว่าที่คาดไว้ตอนแรก
“ปัจจุบันบริษัทมีเอ็นพีแอลที่ 1.9% ต่ำกว่าที่คาดไว้ตอนแรกเล็กน้อย ส่วนหนึ่งเพราะเราโชคดีที่ไม่มีลูกหนี้เอสเอ็มอี ทำให้การตั้งสำรองไม่สูงนัก ส่วนแนวโน้มครึ่งปีหลังมีสัญญาณดีขึ้นบ้างจากจีดีพี ไตรมาส 2 ที่ 3.5% แต่เราจะไม่รับความเสี่ยงเกินกว่าที่เราคุมได้ โดยจะให้ความสำคัญกับลูกค้าที่มีคุณภาพ มากกว่าจำนวนลูกค้าที่มาก แต่ไม่สร้างกำไรมากนัก”
สำหรับต้นทุนทางการเงินของบริษัทในปัจจุบันอยู่ที่ 3.3% โดยในช่วงไตรมาส 4 นี้ คาดว่าจะออกขายหุ้นกู้ชุดใหม่ มูลค่าราว 3,000 – 4,000 ล้านบาท โดยหวังว่าจะช่วยกดให้ต้นทุนทางการเงินลดลงไปได้อีกเล็กน้อย โดยอาจจะอยู่ที่ราว 3.1 - 3.2%
“ก่อนหน้านี้บริษัทออกขายหุ้นกู้เพื่อทดแทนหุ้นกู้ชุดเก่าซึ่งมีดอกเบี้ยเกิน 5% ไปหมดแล้ว โดยขณะนี้ยังเหลือหุ้นกู้ชุดที่มีดอกเบี้ยเกิน 4% อยู่บ้าง ซึ่งบริษัทก็มีแผนจะทยอยออกหุ้นกู้ชุดใหม่ๆ เพื่อหวังจะลดต้นทุนทางการเงินลง”
นอกจากนี้ ต้นเดือนหน้า บริษัทเตรียมเดินทางไปให้ข้อมูลนักลงทุนสถาบันต่างประเทศที่อังกฤษ และยุโรป ระหว่างวันที่ 5-7 ก.ย. โดยปัจจุบันกองทุนต่างชาติถือหุ้นอยู่ 5.28% ลดลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 6.12% โดยบริษัทคาดว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งที่ผ่านมาสถาบันต่างชาติเคยถือสูงสุด 30% โดยปีนี้บริษัทมีแผนโรดโชว์ยุโรป 1 ครั้ง สหรัฐ 1 ครั้ง ฮ่องกง 2 ครั้ง สิงคโปร์ 2 ครั้ง และญี่ปุ่น 1 ครั้ง ขณะที่นักลงทุนสถาบันไทยปัจจุบันถืออยู่ 23.9% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 21.87%
ส่วนกรณีมาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS9 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2562 ซึ่งจากการที่ตลาดคาดการณ์มาตรฐานบัญชีใหม่นี้จะทำให้มีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้น 30-50% ซึ่งขณะนี้ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำลังศึกษาถึงมาตรฐานนี้อยู่ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบริษัทมองว่าไม่กระทบต่อผลการดำเนินงาน เนื่องจากปัจจุบันบริษัทตั้งสำรองในระดับสูงถึง 439% มากพอที่จะรองรับต่อความเปลี่ยนแปลงของมาตรฐานบัญชี และภาวะเศรษฐกิจผันผวนได้เป็นอย่างดี






