วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

'บ้านปู'เพิ่มงบลงทุน 5 ปีที่ 657 ล้านเหรียญฯ

"บ้านปู" เพิ่มงบลงทุน 5 ปี (59-63) ที่ 657 ล้านเหรียญสหรัฐ เตรียมนำ "บ้านปู เพาเวอร์" เข้าซื้อขายในตลาดหุ้นไตรมาส 4/59 มั่นใจปีนี้พลิกมีกำไร

นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บ้านปู (BANPU) กล่าวว่า บริษัทได้เพิ่มงบลงทุนในช่วง 5 ปี มาที่ราว 657 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิมที่ 554 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังได้เพิ่มงบลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าอีกประมาณ 110 เมกะวัตต์ หลังได้เข้าซื้อกิจการผลิตไฟฟ้าใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนร่วมทุนเป็น 2,400 เมกะวัตต์ในปี 61 จากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนร่วมทุนที่ผลิตเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว 1,900 เมกะวัตต์

ขณะที่ตั้งเป้าหมายจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนเพิ่มเป็น 4,300 เมกะวัตต์ในปี 68 ซึ่งจะทำให้ต้องใช้เงินลงทุนสำหรับเป้าหมายดังกล่าวตั้งแต่ขณะนี้จนถึงปี 68 ราว 900-1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป้าหมายกำลังการผลิตไฟฟ้าดังกล่าวจะมาจากพลังงานหมุนเวียนราว 20% หรือประมาณ 800 เมกะวัตต์ ซึ่งจะมาจากโครงการโซลาร์ฟาร์มในจีน ที่วางเป้าจะมี 300-500 เมกะวัตต์ในปี 63 จากปัจจุบันที่มีราว 100 เมกะวัตต์ และโซลาร์ฟาร์มในญี่ปุ่น 200 เมกะวัตต์ ในปี 61 จากปัจจุบันที่มีอยู่ราว 100 เมกะวัตต์ส่วนที่เหลืออีกราว 100 เมกะวัตต์จะมาจากโครงการโซลาร์ฟาร์ม และพลังงานทดแทน จากที่อื่น ๆ ซึ่งรวมถึงในไทยด้วย โดยปัจจุบันได้เข้าร่วมประมูลโครงการผลิตไฟฟ้าชีวมวล จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งได้รับผ่านคุณสมบัติทางเทคนิคมากกว่า 1 โครงการ

รวมถึงยังสนใจที่จะเข้าร่วมประมูลในโอกาสต่อไปด้วย ตลอดจนให้ความสนใจลงทุนพลังงานหมุนเวียนในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นต้น เนื่องจากสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับความคืบหน้าในการนำหุ้นบมจ.บ้านปู เพาเวอร์ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดว่าจะเสนอขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ในราวไตรมาส 4/59 ซึ่งจะนำเงินที่ได้ไปชำระคืนหนี้ให้กับ BANPU จำนวน 1.1 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือก็จะเป็นเงินลงทุนต่อไป โดย BANPU จะลดสัดส่วนการถือหุ้นในบ้านปู เพาเวอร์ เหลือราว 78% ขณะที่การขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าตามแผนงานนั้น เชื่อว่าจะสามารถดำเนินการได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุนใหม่ในอนาคต

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าปีนี้บ้านปู เพาเวอร์ จะสามารถทำกำไรได้ดีกว่าปีที่แล้วที่มีกำไรประมาณ 2-3 พันล้านบาท เนื่องจากสามารถรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าหงสา ในลาวได้เต็มทั้ง 3 ยูนิต และมีกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่เข้ามาทั้งจีนและญี่ปุ่น เป็นต้น

สำหรับภาพรวมของบริษัทในปีนี้คาดว่าจะสามารถพลิกมีกำไรได้อย่างแน่นอน จากขาดทุนสุทธิ 1.53 พันล้านบาทในปีก่อน จากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของธุรกิจไฟฟ้าที่เพิ่มเข้ามาแล้ว ในส่วนของธุรกิจถ่านหินยังมีภาพเป็นบวกมากขึ้น จากปริมาณถ่านหินที่ลดลงจากอินโดนีเซียราว 13 ล้านตัน และการส่งออกถ่านหินจากสหรัฐฯที่ลดลง 13 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้ถ่านหินยังดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอินเดียที่คาดว่าจะมีการนำเข้าถ่านหินมากขึ้น เนื่องจากการผลิตถ่านหินในอินเดียยังมีคุณภาพต่ำ ทำให้ต้องการถ่านหินคุณภาพดีเข้ามาเสริมด้วย ทำให้คาดว่าราคาถ่านหินในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะปรับตัวดีขึ้น