วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

เซ็นทรัลฯ ลุยอัด 10 อีเวนท์ 5 เดือนสุดท้ายปั๊มยอด

เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย พร้อมเดินหน้าอัดกิจกรรมปลุกตลาด 5 เดือนสุดท้ายของปี

นางสาวเมทินี พิศุทธิ์สินธพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายจัดซื้อกลุ่มอาหารสด และบริหารจัดซื้อ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด เปิดเผยว่า หลังเหตุการณ์ระเบิดหลายจุดในเมืองท่องเที่ยว บริษัทได้เพิ่มความเข้มงวดมาตรการรักษาความปลอดภัยซูเปอร์มาร์เก็ตของบริษัท โดยเฉพาะสาขาในอยู่พื้นที่เสี่ยง เช่น เซ็นทรัลเวิลด์ และสาขาที่เป็นเมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา เป็นต้น โดยเบื้องต้น ได้สั่งให้ทีมงานรักษาความปลอดภัยตรวจเข้มผู้ที่เข้ามาใช้บริการ ไม่รับฝากสิ่งของ เป็นต้น

ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ระเบิดที่ผ่านมา ยังไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคมากนัก และที่ผ่านมาเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว จะกระทบการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคในระยะสั้นเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปี ที่ประเมินว่าภาพรวมเศรษฐกิจกำลังซื้อมีแนวโน้มดีขึ้น โดยในส่วนของซูเปอร์มาร์เก็ตของเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล พบว่ามีหลายสาขาที่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปใช้บริการทั้งที่เป็นสาขาที่คาดว่าจะไม่มีนักท่องเที่ยวมากนัก เช่น แจ้งวัฒนะ จังหวัดกาญจนบุรี ฯ โดยมักจะซื้อสินค้าในโซนของฝากไทย ไม่ว่าจะเป็นผลไม้อบกรอบ ทุเรียน มะพร้าว  

“ปีนี้การท่องเที่ยวดี และเอกชนทำงานดีมาก ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวมาใช้บริการ โดยการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเฉลี่ยอยู่ที่ 2,700 บาทต่อคนต่อวัน ผ่านการใช้บริการห้องพัก โรงแรม กิน ดื่ม เที่ยว”

สำหรับแผนการดำเนินงานช่วง 5 เดือนสุดท้าย บริษัทเตรียมจัดแคมเปญการตลาดไม่ต่ำกว่า 10 รายการ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและรับกับเทศกาลจับจ่ายใช้สอย ไม่ว่าจะเป็น เทศกาลไหว้พระจันทร์ เทศกาลกินเจ เทศกาลอาหารนานาชาติ Taste of Food เทศกาลกระเช้าปีใหม่ รวมทั้งกิจกรรมที่ช่วยขับเคลื่อนโครงการประชารัฐ ซึ่งจะดำเนินการอีก 10 จังหวัด จากที่จัดไปแล้ว 26 จังหวัด เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายทั้งปีที่จะมีงานทั้งสิ้น 36 จังหวัด  

ล่าสุด บริษัทใช้งบประมาณ 4 ล้านบาท จัดกิจกรรม “Bangkok Amazing Durian Fest 2016” ระหว่างวันที่ 13-17 สิงหาคมนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานและสร้างแบรนด์ผลไม้ไทยสู่พรีเมี่ยม ดีสุดในระดับภูมิภาค รวมทั้งส่งเสริมผลไม้ไทยให้เป็นที่รับรู้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติมากขึ้น

โดยงานดังกล่าวมีการนำทุเรียนหมอนทองขึ้นชื่อมากสุดของไทยจาก 4 ภาค ใน 11 จังหวัด ได้แก่ ตราด จันทบุรี ระยอง ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช ชุมพร สุราษฎร์ธานี ยะลา ปัตตานี ศรีสะเกษ และอุตรดิตถ์ มาให้ผู้บริโภคได้ลิ้มลองใน 2 โซน คือ โซนไฮไลท์บุฟเฟต์ทุเรียน และโซนฟาร์มเมอร์ส มาร์เก็ต(Farmer’s Market)จำหน่ายสินค้าผลไม้มากมาย

นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าว ยังเป็นการหนึ่งในการขับเคลื่อนโครงการประชารัฐ ในการรับซื้อผลไม้จากเกษตรกรโดยตรง ส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้น เช่น ที่ผ่านมาทุเรียนพันธุ์ทรายขาว ขึ้นชื่อของจังหวัดปัตตานี ขายผ่านพ่อค้าคนกลางประมาณ 50 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) เมื่อขายตรงยังบริษัททำราคาได้กว่า 100 บาทต่อกก. โดยงานนี้บริษัทตั้งเป้าจะจำหน่ายทุเรียนโซนบุฟเฟต์ได้ 5 ตันต่อวัน และโซนฟฟาร์มเมอร์ส มาร์เก็ต 4-5 ตันต่อวัน และมีรายได้ 10 ล้านบาท โดยเหตุการณ์ระเบิดไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการจัดงานแต่อย่างใด

“บริษัทตั้งเป้ากลุ่มเป้าหมายจะมาใช้บริการบุฟเฟต์ราว 250 คนต่อวัน วันแรกที่เปิดมาก็ถือว่าเกือบเต็มทุกรอบหรือมีเข้ามาใช้บริการ 80-90% โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่มาทานบุฟเฟต์จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนกว่า 70% หากผลตอบรับดีก็จะจัดเป็นกิจกรรมประจำปีด้วย และเร็วๆนี้ก็เตรียมจัดเทศกาลผลไม้ลองกอง โดยทั้งปีบริษัทตั้งเป้ามียอดขายทุเรียนราว 500 ตัน ซึ่งใกล้เคียงกว่าปีก่อน เนื่องจากผลผลิตทุเรียนน้อย ส่วนลองกองตั้งเป้ากว่า 400 ตัน”