ด้วยความโดดเด่นของ“กองทุนทองคำ”ที่ผลตอบแทนช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ สูงถึง 21.63% เรียกว่า“มาแรง”แซงทุกๆ กองทุนจนเบียนขึ้นมาอยู่“อันดับหนึ่ง
แต่ขณะเดียวกัน อาจถือเป็นจุดสิ้นสุดการรอคอยตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ที่ราคาทองคำค่อนข้างนิ่ง ในปีนี้จึงอาจเห็นโอกาสที่ผู้ลงทุนจะเริ่ม“เทขายทำกำไร”ออกมา เพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นแทน
“กิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ”นักวิเคราะห์กองทุน บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย ) บอกว่า ช่วงครึ่งแรกของปีนี้ มีแรงเทขายกองทุนทองคำประมาณ 4,200 ล้านบาท หลังจากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาตลาดนี้ค่อนข้างนิ่งมากและเริ่มจะมีการขายออกในปีนี้ ณ มิถุนายน 2559 กองทุนทองคำ มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิทั้งสิ้น 33,000 ล้านบาท
ส่วนแนวโน้มช่วงที่เหลือปีนี้ มองว่า นักลงทุนสามารถถือ เพื่อกระจายความเสี่ยงได้ แม้ตลาดยังค่อนข้างนิ่งเพราะนักกลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ยังติดอยู่ที่ราคาสูงบริเวณ 1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือประมาณ 26,000บาท
อย่างไรก็ตามโอกาสที่ราคาทองคำจะปรับขึ้นสูงเท่าในอดีตเป็นไปได้ยาก ยกเว้นจะต้องเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่อีกรอบเช่นในปี 2555 แต่เราคาดว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ดังนั้นคาดว่า นักลงทุนจะรอจังหวะขายออกเพื่อโยกเงินไปลงทุนสินทรัพย์อื่น มากกว่าที่จะถือไว้นิ่งๆ
สอดรับกับ“ชวินดา หาญรัตนกูล”กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย มองว่าระยะถัดไป “ทองคำ” มีความน่าสนใจอยู่ โดยเฉพาะในฐานะการกระจายความเสี่ยงจากที่ราคาทองคำมักจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงที่ราคาสินทรัพย์อื่นๆ ปรับตัวลดลงหากมองในด้านผลตอบแทนจะยังคงเห็น Upside ของราคาทองคำอยู่ แต่ราคาทองคำอาจไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากเหมือนดังเช่นในช่วงที่ผ่านมา
เนื่องจากประการแรก “ดอกเบี้ยสหรัฐฯ”แม้จะมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น แต่มองว่า คงจะปรับเพิ่มขึ้นได้ไม่มากแตกต่างจากในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ที่หลายคนมองว่า เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยค่อนข้างมากถึง 4 ครั้งในปีนี้ ดังนั้นค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ไม่น่าจะแข็งขึ้นจนกลายมาเป็นแรงกดดันราคาทองคำ
ประการที่สอง “โลกเผชิญความเสี่ยง”โดยยังมีเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญๆ ในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ต่อเนื่องไปจนถึงครึ่งแรกของปี 2560 อยู่หลายเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการลงประชามติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญในอิตาลีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯหรือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส
ประการที่สาม “เงินเฟ้อทั่วโลก”มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้มในช่วงหลายเดือนจากนี้ อันเป็นผลจากฐานราคาที่ต่ำในปีก่อน จากราคาน้ำมันดิบที่ลงไปต่ำในปีก่อน ซึ่งอาจทำให้ตลาดเกิดความกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อในอนาคตได้
นอกจากนี้ เศรษฐกิจอินเดียที่เติบโตดีในปัจจุบัน และเศรษฐกิจจีนที่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น น่าจะส่งผลดีต่ออุปสงค์ทองคำด้วย เนื่องจากทั้งสองประเทศนี้ถือเป็นผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ของโลก
“ความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางเริ่มน้อยลง มาตรการอย่าง เช่น คิวอี ที่เคยผลักดันราคาสินทรัพย์ให้เพิ่มขึ้นทั่วโลกเริ่มมีประสิทธิภาพน้อยลงและในระยะหลังนโยบายดอกเบี้ยติดลบก็เริ่มมีการนำมาใช้มากขึ้น แต่กลับสร้างความกังวลให้กับตลาดมากกว่าที่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาทำให้นักลงทุนเริ่มหันมาถือสินทรัพย์ที่เปรียบเสมือนเงินอย่าง “ทองคำ” มากกว่าเงิน“กระดาษ”ต่างๆ”
“นาวิน อินทรสมบัติ”รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย มองว่า แรงซื้อทองคำจากฝั่งเอเชียลดลงขณะที่มีแรงซื้อจากETF(Exchange Traded Fund) ทองคำเข้ามามากในปี2559เนื่องจากราคา และ Sharpe ratio ของทองคำปรับตัวดีขึ้นมากในปีนี้ส่งผลให้นักลงทุนที่มีพอร์ตการลงทุนแบบ Asset Allocation เริ่มหันมาเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง “ทองคำ”
โดยหัวใจสำคัญของการลงทุนในทุกสภาวะตลาดคือการจัดสรรเงินลงทุน(asset allocation)ในหลากหลายสินทรัพย์เพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวเนื่องจากโดยปกติแต่ละกลุ่มสินทรัพย์ (asset class)จะมีความสัมพันธ์ของผลตอบแทน(correlation)ในระดับต่ำ
ดังนั้นนักลงทุนควรมีสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง “ทองคำ" ติดพอร์ตการลงทุนไว้ ทั้งนี้คำแนะนำของWorld Gold Council (WGC) Researchเกี่ยวกับสัดส่วนการลงทุนในทองคำ ควรมีสัดส่วนเฉลี่ยที่ 2.6-9.5% ของพอร์ตการลงทุน
ขณะที่ บลจ.กสิกรไทย มองระดับราคาทองคำสปอตที่เหมาะสมสำหรับกลางปี 2560 อยู่ในช่วง1,200 -1,375 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากช่วงที่ผ่านมาราคาทองคำ มีความเป็นไปได้ที่จะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วซึ่งราคาทองคำได้ดีดตัวขึ้น จากความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้ในระยะสั้นทองคำมีความน่าสนใจมากขึ้น
ส่วนระยะยาวอาจจะถูกกดดันจากค่าเงินดอลลาร์ที่มีแนวโน้มแข็งค่าทำให้มีโอกาสที่ราคาทองคำอาจปรับตัวสูงขึ้นได้ไม่มากนัก และถ้าหากเศรษฐกิจสหรัฐ กลับมาฟื้นตัวแข็งแกร่งดอกเบี้ยจะอยู่ในขาขึ้นซึ่งทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนในทองคำน้อยกว่าตราสารหนี้แนะนำให้หาโอกาส “ทำกำไร” เมื่อราคาดีดตัวขึ้น






