วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐอัด8.2แสนล้าน ฟื้นศก.ครึ่งปีหลัง

สศค. ระบุครึ่งหลังปีนี้ เม็ดเงินภาครัฐจะไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 8.2 แสนล้านบาท มั่นใจจีดีพี 3-5 ปี เติบโตเฉลี่ย 4-4.5%

หลังเสียงส่วนใหญ่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง เดินหน้าสู่การเลือกตั้งซึ่งตามกำหนดจะมีขึ้นในปลายปี 2560 ทำให้คาดว่าบรรยากาศการลงทุนทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชนจากนี้จะเริ่มดีขึ้น ผลักดันการเติบโตเศรษฐกิจปลายปี

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ผลของการออกเสียงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ โดยเสียงส่วนใหญ่รับร่างรัฐธรรมนูญ ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

โดยกระทรวงการคลังจะยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินมาตรการการเงินการคลังเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนการผลักดันนโยบายสำคัญ เช่น การปฏิรูปภาษี การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โครงการ National e-Payment โครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ มาตรการรองรับการเข้าสังคมสูงอายุ และมาตรการอื่นๆเพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อเนื่องและยั่งยืน

กระทรวงการคลังยังจำเป็นต้องดำเนินนโยบายที่เน้นการรักษาและเพิ่มอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศ ผ่านการใช้จ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจค) ซึ่งเน้นการร่วมลงทุนร่วมกับภาคเอกชน เพื่อให้ภาคเอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการดำเนินมาตรการต่างๆร่วมกับเอกชนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมผ่านแนวทางประชารัฐ ซึ่งการดำเนินตามแนวทางดังกล่าว จะช่วยผลักดันการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของประเทศสามารถเติบโตได้ตามศักยภาพอย่างน้อยในระยะ3-5ปีข้างหน้า ในอัตรา4-4.5% ต่อปี

อัด8.2แสนล้านฟื้นศก.ครึ่งหลัง

ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ งบประมาณของภาครัฐ การใช้จ่ายตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประกอบด้วย การใช้จ่ายงบประมาณอีกเกือบ 7.6 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นรายจ่ายประจำ 5.1 แสนล้านบาท และ รายจ่ายลงทุนอีก 2.5 แสนล้านบาท

โดยส่วนหนึ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อยู่ระหว่างดำเนินการและมาตรการที่รัฐบาลอนุมัติไปเมื่อไม่นานมานี้ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายระดับหมู่บ้านและท้องถิ่นทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้นประมาณ 5.8 หมื่นล้านบาท
เช่น โครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ (ลงทุนผ่านกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง กองทุนละ 5 แสนบาท) โครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ (หมู่บ้านละ 2 แสนบาท) โครงการสินเชื่อ1ตำบล1 SME เกษตร เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ
อีกส่วนหนึ่ง เป็นงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี 2559 จำนวน 5.6 หมื่นล้านบาท โดยจะนำไปใช้เพื่อขยายและเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายอินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 6.3 หมื่นล้านบาท

สำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของภาครัฐ คาดว่า จะมีเม็ดเงินจากภาครัฐลงสู่ระบบอีกกว่า 6.3 หมื่นล้านบาท ทั้งในส่วนโครงการที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558 (On-going) และโครงการที่อยู่ในแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 8 ปี (Action Plan 2559-2566) จากโครงการขนาดใหญ่ที่จะเริ่มก่อสร้างในปีนี้ เช่น โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายพัทยา-มาบตาพุด สายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา สายบางใหญ่-บ้านโป่ง-กาญจนบุรี โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 และ การพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นต้น

“จะเห็นได้ว่า เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ จะมีเม็ดเงินจากภาครัฐเข้าไปช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกกว่า 8 แสนล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวมการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐในไตรมาสแรกของปี 2560 จะเริ่มเบิกจ่ายตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2559 เป็นต้นไป จึงน่าจะมั่นใจได้ว่า เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีจะขยายตัวได้ตามเป้าหมาย”

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2560 รัฐบาลยังดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุลต่อเนื่องเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายจำนวน 2.733 ล้านล้านบาท โดยเป็นรายจ่ายลงทุน 5.48 แสนล้านบาท และ การขาดดุลงบประมาณ3.9แสนล้านบาท หรือ 2.6% ของจีดีพี

มั่นใจเอกชนเชื่อมั่นลงทุน

ผู้อำนวยการ สศค. ยั่งเชื่อมั่นว่า ภาคเอกชนจะเชื่อมั่นต่อการลงทุนมากขึ้นหลังประชามติผ่านร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว เพราะปัจจัยทางด้านการเมืองมีความชัดเจน ดังนั้นการดำเนินเศรษฐกิจก็จะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ที่ผ่านมาภาคเอกชนเขามีเงินลงทุน แต่ยังมีความไม่มั่นใจ แต่ขณะนี้ เชื่อว่า ความมั่นใจกลับมาแล้ว ซึ่งการลงทุนภาคเอกชนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เรารอคอย

"เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันขยายตัวอย่างชัดเจน โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจต่างๆล่าสุดยังสะท้อนการปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการใช้จ่ายเงินของภาครัฐ การท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดี และ การใช้จ่ายบริโภคภาคเอกชนที่เริ่มฟื้นตัว ถ้าการลงทุนภาคเอกชนเข้ามาช่วยเติมเศรษฐกิจ เชื่อว่า เศรษฐกิจจะสามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมาย”

โดยเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปีนี้ ขยายตัว 3.2% ซึ่งเป็นการขยายตัวเร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่โต 2.8% และขยายตัวสูงสุดในรอบ12ไตรมาส โดยมีปัจจัยหนุนหลัก จากการขยายตัวด้านอุปสงค์ในประเทศ ทั้งการบริโภคภาครัฐ การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวต่อเนื่อง