วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อินฟา-อสังหาฯ’ โลก ทางเลือกช่วงตลาดผันผวน

ตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นแรง จนแตะระดับ 1,550 จุด สูงสุดในรอบ 1 ปี 5 เดือน ทำให้นักลงทุนเริ่มชั่งใจว่าจะเอาอย่างไรกับตลาดหุ้นไทยต่อไปดี

ภาวะการณ์แบบนี้ ผู้ลงทุนสถาบัน อย่าง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) แนะนำว่า การ“กระจายพอร์ต”ลงทุน ช่วย“ลดความเสี่ยง”ได้ โดยเฉพาะการออกไปลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ และ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน(อินฟาสตรัคเจอร์ฟันด์) ในต่างประเทศ นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

“สมจินต์ ศรไพศาล”กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย มองว่า ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังมีความไม่แน่นอนและปรับตัวขึ้นมาในระดับที่ค่อนข้างสูง การกระจายพอร์ตลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่น เพื่อลดความเสี่ยงเป็นเรื่องจำเป็น

อีกทั้งภาวะปัจจุบันที่ดอกเบี้ยอยู่ระดับต่ำ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล(บอนด์ยีลด์)ของสหรัฐมีแนวโน้มปรับขึ้นช้า ขณะที่บอนด์ยีลด์หลายภูมิภาคติดลบ ตลาดหุ้นและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกผันผวนสูง กองทุนรวมหุ้นโครงสร้างพื้นฐานจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

“คุณลักษณะของโครงสร้างพื้นฐานก็คือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นรากฐานและจำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และมักจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ทางด่วน สนามบิน โรงไฟฟ้า ท่อส่งน้ำมัน จึงเป็นเสมือนธุรกิจกึ่งผูกขาด ได้รับสัมปทานอายุยาว สามารถสร้างกระแสรายได้แบบประจำสม่ำเสมอ มีอำนาจต่อรองในการปรับราคาขึ้นตามเงินเฟ้อ เพราะประชาชนมีความจำเป็นที่จะต้องบริโภค อุตสาหกรรมมีความจำเป็นต้องใช้สำหรับกิจกรรมการผลิต”

สมจินต์ บอกว่าด้วยเหตุนี้ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานจึงมีความผันผวนต่ำโดยเปรียบเทียบ และให้โอกาสของผลตอบแทนคาดหวังที่เหนือกว่าเงินฝาก ตราสารตลาดเงิน หรือบอนด์ และไม่ค่อยอ่อนไหวต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเมืองกองทุนนี้จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่แสวงหาทางเลือกของรายได้ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ แต่ผู้ลงทุนต้องสามารถยอมรับความเสี่ยงของการกระจายลงทุน ไปยังต่างประเทศ แนะนำสำหรับผู้ที่สามารถลงทุนระยาว 3 ปีขึ้นไป

สำหรับ บลจ.ทหารไทย มีแผนออกกองทุนเปิดทีเอ็มบี โกบอล อินฟาสตรัคเจอร์ อิควิตี้ ซึ่งเป็นกองทุนรวมต่างประเทศ(เอฟไอเอฟ) โดยนำเงินไม่น้อยกว่า 80% ไปลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองเดียว คือ กองทุน Lazard Global Listed Infrastructure Equity Fund(กองทุนหลัก) ในหน่วยลงทุนชนิด Class I ซึ่งจดทะเบียนในประเทศ ไอร์แลนด์ โดยบริษัทจะเปิดเสนอขายหน่วยลงทุนระหว่างวันที่ 15-19 ส.ค.นี้

สมจินต์ บอกว่า กองทุนหลักที่เราเข้าไปลงทุน มีกลยุทธ์การลงทุนเชิงรุก กระจายการลงทุนไปในหุ้นโครงสร้างพื้นฐานคุณภาพสูงในตลาดหุ้น ของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (OECD) โดยเกณฑ์สำหรับการคัดเลือกหุ้นเพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนประกอบด้วยการพิจารณาด้านความมั่นคงของรายได้ ความสามารถในการทำกำไรและความยั่งยืนของธุรกิจเป็นสำคัญ

กองทุนนี้มีเป้าหมายหลักมุ่งสร้างผลตอบแทนต่อปีให้ชนะเงินเฟ้อสหรัฐฯ ราว 5% ซึ่งที่ผ่านมากองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนขึ้นเมื่อวันที่ 24 เม.ย.2556 อยู่ที่ 13.4% ต่อปี และผลตอบแทน 1 ปีย้อนหลังอยู่ที่ 9.2%ต่อปี

นอกจากการลงทุนใน กองหุ้นอินฟาฯ แล้ว การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศ ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจลงทุนไม่น้อย เพราะถือเป็นการกระจายพอร์ตลงทุนไปยังต่างประเทศ

“นาวิน อินทรสมบัติ”รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย มองว่า การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดโลกมีความผันผวน ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น สินทรัพย์ประเภทอสังหาริมทรัพย์ ถือเป็นภาคอุตสาหกรรมที่มีความผันผวนค่อนข้างต่ำ

นอกจากนี้ ยังให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจท่ามกลางดอกเบี้ยโลกตกต่ำ เนื่องจากผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอจากรายได้ค่าเช่า พร้อมยังมีโอกาสรับส่วนเพิ่มจากแนวโน้มการปรับขึ้นของราคาอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาวด้วย

สำหรับกองทุนที่ไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศของ บลจ.กสิกรไทย ได้แก่ กองทุนเปิด เค โกบอล พร็อพเพอร์ตี้ หุ้นทุน(K-GPROP) ประกาศจ่ายปันผลจากผลดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1ส.ค.2558-31ก.ค.2559 ในอัตรา 0.25 บาทต่อหน่วย

นาวิน บอกว่า กองทุนเปิด เค โกบอล พร็อพเพอร์ตี้ มีนโยบายลงทุนในหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์(รีท) ทั่วโลก โดยกองทุนให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 6 เดือนที่ 13.73% (ข้อมูล ณ 29 ก.ค.2559)

ทั้งนี้ปัจจุบันกองทุนได้ให้น้ำหนักลงทุนส่วนใหญ่ใน 3 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐ 33% ญี่ปุ่น 14% และฮ่องกง 13% ตามลำดับ โดยปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปี ขณะเดียวกันได้ปรับลดสัดส่วนในประเทสอังกฤษมาอยู่ที่ 10% หลังจากช่วง เบร็กซิท เพื่อรอประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับราคาอสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษ