ศูนย์วิจัยกสิกร เผยดัชนีเชื่อมั่นครัวเรือนก.ค. ยังทรุดต่อเนื่อง ห่วงภาวะการมีงานทำ-ภาระหนี้สิน ทั้งไม่มั่นใจแนวโน้มเศรษฐกิจไทย
คาดผลประชามติที่ออกมา น่าจะช่วยดึงความเชื่อมั่นภาคครัวเรือนระยะข้างหน้าดีขึ้นบ้าง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ภาวะการส่งออกที่หดตัวลงต่อเนื่อง ส่งผลให้อุตสาหกรรมการผลิตปรับตัวลดลงตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดการผลิต การปรับลดต้นทุนการดำเนินงาน โดยเฉพาะในส่วนของการจ้างแรงงาน ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขจำนวนแรงงานผู้ขอใช้บริการสำหรับผู้ประกันตนในกรณีว่างงานเดือนพ.ค. 2559 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันตั้งแต่ช่วงต้นปี มาอยู่ที่ 1.41 แสนคน
ขณะที่จำนวนผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อนในเดือนก.ค. 2559 ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.98 แสนคน (จากเดิม 1.75 แสนคนในเดือนมิ.ย. 2559) ส่งผลต่อความกังวล ที่มีต่อภาวะการจ้างงานของครัวเรือน
แต่ในอีกด้านหนึ่ง สถานการณ์ทางด้านราคาสินค้าภายในประเทศเดือนก.ค. 2559 ก็เริ่มปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะราคาอาหารสด (ผัก ผลไม้ เนื้อสุกร และสัตว์น้ำ) และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกภายในประเทศ หลังปัญหาภัยแล้งคลี่คลายและราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลดลงตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก
ทั้งนี้ความกังวลของครัวเรือนในเรื่องภาวะการจ้างงานที่มีมากกว่าความกังวลในเรื่องค่าครองชีพ จึงเป็นแรงกดดันต่อภาพการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นครัวเรือนในเดือนก.ค. 2559
จากการสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย(สำรวจก่อนการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค.) พบว่า ครัวเรือนมีมุมมองที่ระมัดระวังมากขึ้นต่อภาวะการมีงานทำและภาระหนี้สิน โดยดัชนีความเชื่อมั่นครัวเรือน (KR-ECI) ประจำเดือนก.ค. 2559 ปรับตัวลดลงเพียงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ 42.3 จากระดับ 42.5 ในเดือนมิ.ย. 2559
อย่างไรก็ดี แม้ครัวเรือนจะมีมุมมองที่ระมัดระวังมากขึ้นต่อภาวะการครองชีพ แต่ประเด็นที่ครัวเรือนเป็นกังวลกลับเปลี่ยนไปจากเดือนก่อนหน้า โดยในเดือนก.ค. 2559 ครัวเรือนมีความกังวลน้อยลงต่อสถานการณ์ทางด้านราคาสินค้า โดยเฉพาะราคาในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปประจำเดือนก.ค. 2559
ขณะเดียวกันครัวเรือนกลับมีมุมมองที่กังวลเพิ่มมากขึ้นต่อสถานการณ์ทางด้านภาวะการมีงานทำและภาระหนี้สิน สะท้อนจากดัชนีองค์ประกอบที่แสดงมุมมองต่อรายได้และภาระหนี้สินต่างๆ ของเดือนก.ค. 2559 ปรับตัวลดลงมาที่ 48.3 และ 37.9 จากระดับ 49.4 และ 38.2 ตามลำดับ
ในประเด็นของภาวะการมีงานทำนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวของภาคธุรกิจในสภาวะที่เศรษฐกิจยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน โดยผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า องค์กร/หน่วยงาน/ธุรกิจที่ครัวเรือนสังกัดหรือเป็นเจ้าของเริ่มมีการส่งสัญญาณเกี่ยวกับการจ้างงาน โดยส่วนใหญ่ ราว 36% ยังคงเป็นในรูปแบบการชะลอรับพนักงานใหม่และการลดเวลาการทำงานนอกเวลา (OT)
ส่วนปัญหาของการเลิกจ้างยังคงมีไม่มากนัก ซึ่งการปรับตัวดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อไปยังอำนาจการซื้อภาคครัวเรือนและรายได้ของกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องพึ่งพิงกำลังซื้อของภาคครัวเรือน
นอกจากนี้ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นเพิ่มเติมว่า ครัวเรือนในกลุ่มฐานราก (ที่มีภาระหนี้สินอยู่แล้ว) เริ่มกู้หนี้ยืมสินเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค สะท้อนภาพกำลังซื้อที่ยังไม่เข้มแข็งของครัวเรือนในกลุ่มฐานราก
ส่วนดัชนีที่สะท้อนมุมมองคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า (3-month Expected KR-ECI) ยังคงทรงตัวจากเดือนก่อนที่ระดับ 43.3 สะท้อนความไม่แน่ใจของครัวเรือนต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า (สำรวจเสร็จสิ้นก่อนการลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. 2559)
โดยในภาพรวม ภาคครัวเรือนยังคงมีความกังวลต่อภาวะการครองชีพเหมือนเดิม หากลดระดับการให้น้ำหนักต่อความกังวลในด้านสถานการณ์ราคาสินค้าและค่าใช้จ่าย (ไม่รวมหนี้) ลง แต่ไปให้น้ำหนักต่อความกังวลในด้านภาระหนี้สินมากขึ้น โดยเฉพาะหนี้สินในหมวดที่อยู่อาศัยที่ได้รับแรงส่งจากมาตรการของภาครัฐ อาทิ โครงการบ้านประชารัฐ
นอกจากนี้ มาตรการประชารัฐที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมือง เช่น มาตรการสินเชื่อประชารัฐเพื่อประชาชน ก็อาจจะเพิ่มความกังวลของครัวเรือนต่อภาระหนี้สินให้มากขึ้นในระยะถัดไป
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้ความกังวลต่อภาวะการมีงานทำและภาระหนี้สินจะเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นของครัวเรือนในเดือนก.ค. 2559 นี้ (ผลสำรวจก่อนมีการลงประชามติ) หากแต่ปัจจัยจากผลประชามติเสียงส่วนใหญ่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะส่งผลบวกต่อบรรยากาศการค้าและการลงทุนของภาคเอกชน
ประกอบกับการผ่อนคลายความกังวลของครัวเรือนในด้านสถานการณ์ราคาสินค้า ก็น่าจะช่วยให้ความเชื่อมั่นของครัวเรือนต่อภาวะการครองชีพปรับตัวดีขึ้นในระยะข้างหน้า





