ทยอยลดพอร์ต ซื้อหุ้น กลุ่ม ธนาคาร ค้าปลีก รับเหมา ที่ยัง laggard
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ : แกว่งตัวออกด้านข้าง
ทิศทางตลาดหุ้นวันนี้ คาดจะแกว่งตัวออกด้านข้าง หลังปรับขึ้นแรงวานนี้ โดยเช้านี้ตลาดหุ้นในภูมิภาคปรับตัวไร้ทิศทาง แต่นักลงทุนต่างชาติวานนี้ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยต่อด้วยจำนวนมากถึง 6,888 ล้านบาท คาดยังช่วยพยุงทิศทางตลาดได้
แนวรับ/แนวต้าน : 1525/1550 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
กลยุทธ์ : ทยอยลดพอร์ต ซื้อหุ้น กลุ่ม ธนาคาร ค้าปลีก รับเหมา ที่ยัง laggard
หุ้นแนะนำ
ASEFA (6.80) : เราแนะนำให้ทยอยซื้อสะสม เนื่องจาก ASEFA ได้รับผลบวกจากทิศทางของอุตสาหกรรมที่มีความต้องการไฟฟ้าโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราคาดกำไร 2Q59 ยังมีแนวโน้มดีต่อเนื่องจากงานทั้งภาครัฐและเอกชน อีกทั้งยังมีการประมูลใหม่ๆเข้ามา นอกจากนี้ในช่วง 2H59 ยังเป็นช่วง high season ของธุรกิจ ทั้งนี้ปัจจุบัน ASEFA ซื้อขายที่ PEปี59 เพียง 11 เท่า และคาดอัตราปันผลที่ประมาณ 5%
PTT (405) : คาดกำไร 2/59 ปรับตัวเพิ่มขึ้น qoq จาก inventory gain ของธุรกิจน้ำมัน ผลประกอบการที่ดีขึ้นของโรงแยกก๊าซและกำไรที่มากขึ้นจากบริษัทในเครือ และได้รับผลประโยชน์จากการไหลเข้าของเงินจากต่างประเทศ จากแนวโน้มเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศที่ดีขึ้น
CK (40.00) : คาดกำไรปี 59 โดดเด่นอย่างมาก เนื่องจากอาจมีการรับรู้งานส่วนเพิ่มเติมในโครงการเขื่อนไซยะบุรีมูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านบาท (ปกติรายได้ประมาณไตรมาสละ 9 พันล้านบาท) อีกทั้งคาดว่าจะมีงานประมูลของทางภาครัฐและเอกชนออกมาเรื่อยๆไม่ว่าจะป็นโครงการรถไฟฟ้าสายสี ส้ม เหลือง ชมพู และสุวรรณภูมิเฟส 2 นอกจากนี้ CK ได้รับผลประโยชน์จากการเป็นผู้ถือใหญ่ในบริษัทฯ BEM CKP และ TTW ซึ่งอยู่ในอุตสาหกกรมที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มเติบโต
THAI (31.75) : คาดผลประกอบการ 2Q59 จะดีขึ้น yoy แต่ลดลง qoq เนื่องจากเป็นช่วง low season ซึ่งหลังจากนี้เราคาดว่าผลประกอบการจะเติบโตต่อเนื่องอย่างน้อยจนถึง 1Q60 จากช่วง high season นอกจากนี้บริษัทยังได้รับผลบวกจากการท่องเที่ยวที่ยังแรงต่อเนื่องโดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวชาวจีนและการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย ต้นทุนลดลงจากการปฏิรูปองค์กรในปี 58 และการรับรู้ต้นทุนราคาน้ำมันที่ต่ำเต็มที่เมื่อเทียบกับปี 58 ที่ทำประกันราคาน้ำมันในระดับสูงที่ 80-90 เหรียญ/บาเรลล์
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ "แบงก์ชาติ" เชื่อผลประชามติ ทำนักลงทุนคลายกังวลการเมือง หนุนเชื่อมั่นฟื้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง เตือนระวังบาทผันผวนจากปัจจัยภายนอก ขณะ "เจริญ" ประกาศขยายลงทุนต่อเนื่องโรงแรม - ค้าปลีก ชี้อสังหาฯ ปีนี้ยังขยายตัวได้ ด้าน "ทีดีอาร์ไอ" ระบุช่วยแผนโรดแมพชัดเจนขึ้น
+ ลุ้นได้ใช้รถเมล์เอ็นจีวี หลังบอร์ด ขสมก.อนุมัติจ้างเบสท์รินจัดหารถเมล์ 489 คัน คาดภายใน ส.ค.นี้เซ็นสัญญา พร้อมส่งมอบภายในสิ้นเดือน พ.ย.
+ กฟผ.ผุดแผนลงทุน 10 ปี ควักเงิน 1.2 ล้านล. พัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้า-โรงไฟฟ้าใหม่ รองรับความต้องการใช้ไฟปลายแผนพีดีพีกว่า 5 หมื่นเมกฯ พร้อมเร่งศึกษาสร้างคลังแอลเอ็นจีลอยน้ำป้อนโรงไฟฟ้าพระนครเหนือและใต้ คาดแล้วเสร็จต้น ก.ย.นี้
+ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า หลังจากที่โปเกมอน โก เปิดให้เอเชีย 15 ประเทศรวมทั้งไทยดาวน์โหลดเล่นได้เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ที่ผ่านมา ขณะนี้มีสินค้าหรือบริการติดต่อขอจัดกิจกรรมกับเกมโปเกมอน โก แล้วกว่า 100 ราย โดยบริษัทคัดเลือกเสนอไปให้บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นอนุมัติกว่า 50 สินค้าในเกือบทุกอุตสาหกรรม เช่น กีฬา สายการบิน ชุดเครื่องนอน รองเท้า โรงแรม เครื่องใช้ไฟฟ้า ท่องเที่ยว
ปัจจัยต่างประเทศ
- ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลงจากระดับสูงเป็นประวัติการณ์ในวันจันทร์ โดยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ถ่วงตลาดลง ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมัน ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 14.24 จุดหรือ 0.08% สู่ 18,529.29, ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 1.98 จุดหรือ 0.09% สู่ 2,180.89 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวลง 7.98 จุดหรือ 0.15% สู่ 5,213.14
+ ดัชนี FTSE 100 ที่ตลาดหุ้นอังกฤษปิดขยับขึ้นในวันจันทร์ หลังจากพุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุดรอบ 13 เดือนในระหว่างวัน โดยดัชนีได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเหมืองแร่และหุ้นธนาคารบาร์เคลย์ ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดบวกขึ้น 15.66 จุด หรือ 0.23 % สู่ 6,809.13 หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 6,781.47-6,829.47 โดยจุดสูงสุดของวันจันทร์ถือเป็นจุดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 25 มิ.ย. 2015
+ ดัชนีนิกเกอิที่ตลาดหุ้นโตเกียวปิดพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 สัปดาห์ โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นวอลล์สตรีท และการอ่อนค่าของเยน หลังการเปิดเผยรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่สดใสของสหรัฐเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดพุ่งขึ้น 396.12 จุดหรือ 2.44% ที่ 16,650.57 ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.
- ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX พุ่งขึ้น 2.9 % ในวันจันทร์ ในขณะที่มีการคาดการณ์กันว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) จะพยายามควบคุมการผลิตน้ำมัน และปัจจัยนี้ช่วยลดความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันล้นตลาด ซึ่งเป็นปัจจัยที่เคยกดดันราคาน้ำมันดิบให้ดิ่งลงแตะจุดต่ำสุดรอบ 3 เดือนที่ 39.19 ดอลลาร์ในวันที่ 3 ส.ค. ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือน ก.ย.พุ่งขึ้น 1.22 ดอลลาร์ หรือ 2.9 % มาปิดตลาดที่ 43.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล









