วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

BJC - ซื้อ

ปรับกำไรขึ้น แล้วยังจะมีอีก

ประเด็นการลงทุน

เรามีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อแนวโน้มของ BJC แม้ว่าจะมีการบันทึกค่าใช้จ่ายในการเข้าซื้อ BIGC แต่กำไรไตรมาส 2/59 จะไม่แย่อย่างที่เราเคยกังวล การเติบโตในระยะกลางถึงระยะยาวดูสดใสหนุนโดยผลประโยชน์จากการควบรวมกิจการ BIGC และโอกาสในการขยายตัวทั้งในประเทศกัมพูชา, ลาว, เวียดนามและไทย เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมายที่ 52 บาท ณ สิ้นปี 2559

กำไรไตรมาส 2/59 น่าจะดีกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้

กำไรไตรมาส 2/59 มีแนวโน้มแข็งแกร่งกว่าที่เราคาด เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการเข้าซื้อ BIGC รวมถึงต้นทุนอัตราดอกเบี้ย ไม่ได้มากอย่างที่กังวล เราคาด BJC รายงานกำไรไตรมาส 2/59 ที่ 409 ล้านบาท ลดลง 45% YoY และ 22% QoQ กำไรที่ลดลงอย่างมาก YoY ส่วนใหญ่เป็นสาเหตุมาจากรายการพิเศษ โดยบริษัทมีกำไรพิเศษจำนวน 343 ล้านบาทในไตรมาส 2/58 จากการซื้อบริษัท Thai Dairy ในราคาต่ำว่ามูลค่ายุติธรรม ในขณะที่ไตรมาส 2/59 มีผลขาดทุนจากการประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนราว 250 ล้านบาท หากไม่รวมรายการพิเศษ กำไรหลักจะอยู่ที่ 659 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64% YoY และ ลดลง 19% QoQ ยิ่งหากมองไปไตรมาส 3/59 จะยิ่งเห็นแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่งขึ้น เนื่องจาก BJC น่าจะบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 1 พันล้านบาท

ผลประโยชน์จากการควบรวมกิจการเป็นไปตามแผน

ตั้งแต่ไตรมาส 4/59 เป็นต้นไป ผลประโยชน์จากการควบรวม BIGC จะมีบทบาทสำคัญในการหนุนกำไรของบริษัท โดย BJC เชื่อมั่นว่าเป้าหมายผลประโยชน์จากการควบรวมอยู่ที่ 1.7 พันล้านบาท (ที่ระดับ EBITDA) น่าจะได้ตามคาดภายในปี 2562 โดยผลประโยชน์ดังกล่าวน่าจะเริ่มเห็นได้ตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2559 และค่อยๆปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยราว 1 ใน 3 ของผลประโยชน์ทั้งหมดน่าจะรับรู้ได้ในปี 2560 2 ใน 3 ในปี 2561 และรับรู้ผลประโยชน์ทั้งหมดในปี 2562 โดยราว 88% ของผลประโยชน์จากการควบรวมกิจการมาจากต้นทุนที่ลดลง
ด้านโลจิสติกส์มีสัดส่วนมากที่สุด โดยคิดเป็น 25% ของผลประโยชน์จากการควบรวมกิจการทั้งหมด โดยในระยะสั้นจะมาจากการประหยัดค่าใช้จ่ายจากการซื้อแท่นรองรับสินค้าร่วมกันและใช้การรถบรรทุกเที่ยวขากลับ ส่วนในระยะยาวจะมาจากต้นทุนที่ลดลงด้วยการเปลี่ยนผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์จาก DHL มาเป็น BJC Logistics หลังสัญญาหมดอายุในปี 2562 ส่วนการดำเนินงานด้านค้าปลีกและไอที คิดเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดเป็นอันดับสอง (23-24%) ซึ่งส่วนใหญ่จะมากจากอำนาจต่อรองที่มากขึ้นและจากแชร์ระบบ ส่วนผลประโยชน์ที่เกี่ยวกับข้องกับสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ของ BIGC คิดเป็น 20% ของผลประโยชน์ทั้งหมด

ปรับเพิ่มกำไรและราคาเป้าหมาย

นอกจากผลประโยชน์จากการควบรวมกิจการแล้ว BIGC สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 350 ล้านบาทต่อปีจากการไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมบริหารให้ Casino และอีก 100 ล้านบาทต่อปีจากเบี้ยประกันรวมที่ลดลง ทั้งนี้เรายังไม่ได้รวมผลประโยชน์จากการควบรวมกิจการเข้าไปในประมาณการแต่ได้คำนวณกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน การยุติค่าธรรมเนียมบริหาร และเบี้ยประกันรวมที่ลดลงแล้ว ดังนั้น เราจึงปรับประมาณการกำไรขึ้น 32% สำหรับปี 2559 และ 5% สำหรับปี 2560 และ 4% สำหรับปี 2561 เราปรับราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2559 ขึ้นมาอยุ่ที่ 52 บาท จาก 46.50 บาท