ชีพจรเศรษฐกิจโลกเต้นไม่ปกติ โปรดเลือกลงทุนให้ถูกโปรดักส์!! 'ดร.สุทธิสิทธิ์ แจ่มดี' มือการเงินประจำ บล.กสิกรไทย แนะสำรวจสถานการณ์รอบบ้านก่อน
ฉายแวว 'มือการเงิน' ตั้งแต่เด็ก เมื่อครั้น 'ดร.สุทธิสิทธิ์ แจ่มดี' รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ธุรกิจหลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย ลูกชายคนสุดท้อง จากพี่น้อง 3 คน อายุไม่ถึงสิบขวบ เขาสามารถหาเงินก้อนเล็กๆ ได้ด้วยตัวเอง ด้วยการช่วยมารดาขายของ
เมื่อความโดดเด่นเรื่องการคำนวณถูกผนวกเข้ากับการเห็นผู้เป็นพ่อนั่งบริหารเงินระดับประเทศ ด้วยการรับราชการในกระทรวงการคลัง ทำให้เขาตัดสินใจเอ็นทรานซ์เข้าเรียนในสาขาการเงิน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ดอกเตอร์เอ เข้าสู่แวดวงการเงินครั้งแรกใน 'ยุคมุนษย์ทองคำ' (ช่วงตลาดหุ้นบูมก่อนวิกฤติปี 2540) ทันทีที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ด้วยการนั่งทำงานใน บล.เจ.เอฟ.ธนาคม เรียนรู้งานไม่นาน เกิดความคิดที่ว่า หากต้องการเดินทางสายนี้ต้องเติมความรู้ หลังทั้งแผนกมีพนักงานจบปริญญาตรีเพียง 2 คน
เหยียบประเทศสหรัฐอเมริกาไม่นาน หลังบินไปศึกษาต่อปริญญาโท สาขาการเงินและการตลาด มหาวิทยาลัยมิชิแกนสเตต ประเทศไทยก็เกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง แต่โชคยังเข้าข้างที่เขาวางแผนการใช้เงินในประเทศยักษ์ใหญ่ ด้วยการทำอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินล่วงหน้า (Forward rate) ทั้งก้อนที่อัตรา 25 บาท
เมื่อสถานการณ์เมืองไทยไม่เอื้ออำนวย เขาพลิกแผนการใช้ชีวิต ด้วยการเรียนต่อปริญญาเอกจนสำเร็จการศึกษาในวัย 31 ปี ด้วยเกรดเฉลี่ย 4.0 ก่อนจะบินกลับเมืองไทยในปี 2553 เขาทดลองอาชีพอาจารย์สอนหนังสือนานถึง 4 ปีเต็ม
เมื่อรู้แน่ชัดว่า ไม่ใช่ทางเดินของตัวเอง ไม่รอช้าตีตั๋วกลับเมืองไทย เพื่อมาทำงานในโบรกเกอร์ชื่อดังของสถาบันการเงินรายใหญ่แห่งหนึ่งของเมืองไทย แม้จะสามารถคว้าตำแหน่งรองศาสตราจารย์มาครองได้ในวัย 34 ปี ก็ตาม
นั่งทำงานตามคำชักชวนของโบรกเกอร์นาน 4 ปี ตัดสินใจย้ายมาประจำการณ์ตำแหน่งผู้บริหารฝ่าย บล.กสิกรไทย ผ่านมา 1 ปี ขยับเป็นผู้ช่วย จากนั้นไม่ถึงปีได้รับการโปรโมทให้นั่งเก้าอี้ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ธุรกิจหลักทรัพย์
'ทำได้มากกว่าแผน' น่าจะเป็นผลงานโดดเด่นของดอกเตอร์เอ โดยเฉพาะการสร้าง New Business ในอดีตโบรกเกอร์แห่งนี้มีโปรดักท์การเงินหลักเพียงหุ้นอย่างเดียว หลังเข้าทำงาน 'ชายวัย 42 ปี' และทีมงานไฟแนนเชียลโปรดักท์ที่มีอยู่ก่อนหน้าเพียงไม่กี่คนร่วมกันคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อดึงดูดนักลงทุน
ปัจจุบันสามารถผลักดันส่วนแบ่งการตลาด 'ตราสารอนุพันธ์' จากอันดับ 10 ขึ้นมาอยู่เบอร์ 3 ภายในระยะเวลาปีครึ่ง
'ดร.สุทธิสิทธิ์' วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจรอบโลกให้ 'กรุงเทพธุรกิจ BizWeek' ฟังว่า ในฝั่งประเทศสหรัฐอเมริกา เรียกว่า แย่มาตั้งแต่ปี 2551 ก่อนจะผ่านพ้นจุดต่ำสุดมาได้ 4-5 ปี วันนี้ตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายๆตัวเริ่มดีขึ้น โดยเฉพาะ 'ตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตร' (Nonfarm Payroll) เป็นต้น
ขณะเดียวกันดัชนีหลักของประเทศสหรัฐอเมริกาอย่าง S&P 500 ได้ขึ้นมาทำนิวไฮในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ค่อนข้างเคลียร์ว่า ดอกเบี้ยที่ใกล้แตะ 0% มาเกือบสิบปี ทางธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจยกขึ้น 1 รอบ ภายในปีนี้ หลังปี 2558 ขึ้นไปแล้ว 1 รอบ เมื่อต้นปีที่ผ่านมากูรูหลายสำนักวิเคราะห์ว่า เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย 4 รอบ สุดท้ายทำไม่ได้ เพราะมีเรื่องอื่นมากระทบ
เรื่องที่ต้องจับตาดู!! คือ การที่สินทรัพย์ไม่เสี่ยงอย่าง 'ตลาดตราสารหนี้' (บอนด์) และสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง 'ตลาดหุ้น' ของสหรัฐอเมริกา 'พีคสุดพร้อมกัน' จะทำให้เกิดเรื่องน่าตื่นเต้นอะไรตามมา ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกมาก
หากมองให้ลึกจะพบว่า ยังมีนักลงทุนบางรายนำเงินไปแอบอยู่ในบอนด์ทั้งๆที่ผลตอบแทนต่ำเพียง 1% ขณะที่ดัชนีหุ้นก็ยังขึ้นไม่หยุดเช่นกัน หลายคนถามต่อว่า อะไรจะไปก่อน ถ้าพิจารณาดีๆ ที่ผ่านมาดัชนีบอน์ดปรับขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ แต่ดัชนีหุ้นเหวี่ยงแรงมาก ถ้าทั้งสองตลาดเกิดบวมมากกว่านี้แล้วมีใครเอาเข็มไปจิ้ม ตลาดหุ้นมีโอกาสไปก่อนเพื่อน
เงินเริ่มไหลเข้าตลาดบอนด์หนักๆ ในช่วงปลายปี 2558 ต่อเนื่องต้นปี 2559 ตอนราคาน้ำมันดิบลดลงอย่างหนัก และเศรษฐกิจประเทศจีนชะลอตัว ตอนนั้นหุ้นสหรัฐอเมริกาลดลง 10% ทำให้นักลงทุนโยกเงินจากสินทรัพย์เสี่ยงไปในสินทรัพย์ไม่เสี่ยง ก่อนเงินจะเข้าบอนด์มากขึ้น ช่วงที่มีสัญญาณจะเกิดเบร็กซิท (สหราชอาณาจักรปลดแอกตัวเองจากอียู)
หากพิจารณาตามหลักทฤษฎี การมีนักลงทุนนำเงินไปรอที่สินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่มีคนอีกกลุ่มกำลังไล่ตลาดหุ้น ในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวนสูง และเกิดมีข่าวไม่ดีออกมา อาจทำให้หุ้นปรับตัวลดลง แต่คงไม่ลึก
เพราะเงินที่พักอยู่ฝั่งบอน์ดพร้อมที่จะเทเข้าตลาดหุ้น ทำไมคิดเช่นนั้น!! คนอเมริกาเกือบทั้งผลตอบแทนสูงในขณะนั้น
๐ ลุ้น 'จีน & อินเดีย' พยุงโลก
กูรูเรื่องลงทุน วิเคราะห์ว่า ทุกคนมีความหวังว่า สหรัฐอเมริกาจะเป็นตัวพยุงเศรษฐกิจโลก แต่ในเมื่อรอบโลกยังไม่มีใครดี คงไม่ใช่เรื่องง่าย ฉะนั้นหากจะทำให้เศรษฐกิจโลกยืนได้ต้องมีตัวช่วย นั่นคือ ประเทศจีน และอินเดีย
ทำไมมองสองประเทศนี้? ที่ผ่านมาทุกคนตกใจกับการที่เศรษฐกิจจีนต้องเผชิญหน้ากับภาวะฮาร์ดแลนดิ้ง แต่วันนี้โครงสร้างภายในเมืองจีนเริ่มน่าสนใจแล้ว ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลงหนัก หลังรัฐออกกฎควบคุม นั่นแปลว่า หากรัฐตัดสินใจโยกคันเร่งทุกอย่างจะดีดกลับมา
เรื่องบุคลากรก็น่าสนใจ จากการใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนมานาน ทำให้เห็นว่า คนจีนเก่งมาก คนอเมริกาจะหางานทำในประเทศตัวเองต้องแข่งกับคนจีน ไม่ใช่คนสัญชาติเดียวกัน ที่ผ่านมามีคนจีนเข้าไปทำงานในบริษัทชื่อดังหลายแห่ง เช่น ไมโครซอฟท์ และกูเกิล เป็นต้น
ทำงานไม่นาน คนเหล่านั้นจะบินกลับประเทศตัวเอง เพื่อนำความรู้ไปพัฒนาประเทศ ถือเป็นการใช้ทุนรัฐบาลทางหนึ่ง หลังเห็นลู่ทางการทำธุรกิจ รัฐบาลไม่บังคับให้ต้องกลับมาใช้ทุน
'ถ้าจีนพร้อมเปิดประเทศในอีก 1-2 ปีข้างหน้า รอบนี้น่าสนใจ เพราะเขาใช้เวลาส่วนหนึ่งในการจัดการปัญหาคอร์รัปชั่น ถือเป็นการจัดโครงสร้างครั้งใหญ่ ตามหลักเศรษฐศาสตร์ถือว่า เป็นเงินที่ถูกดูดออกไปนอกระบบ และไม่ได้ถูกสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศ'
สำหรับเศรษฐกิจประเทศอินเดีย แม้ในแง่ของโครงสร้างพื้นฐานยังคงต้องใช้เวลาอีกนาน แต่ในเรื่องของบุคลากรยอมรับว่า “คนเก่งมีเยอะมาก” โดยเฉพาะเรื่องระบบไอที เท่ากับว่าเขาสามารถรับเอ้าท์ซอร์สงานไอทีจากประเทศยักษ์ใหญ่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาระบบขนส่ง เรื่องนี้คงต้องจับตาดูต่อไป
แต่ที่แน่ๆ อนาคตอินเดียอาจเป็นประเทศคอยพยุงเศรษฐกิจโลก
๐'ยุโรป' อีกนานกว่าจะฟื้น
เมื่อถามถึงสถานการณ์โซนยุโรป 'นักการเงิน' บอกว่า น่าจะนานนะ ย้อนกลับไปในช่วงที่สหรัฐอเมริกาเกิดวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ในปี 2551 ตอนนั้นเกิดการซื้อขายตลาดอนุพันธ์นอกตลาดค่อนข้างเยอะ ซึ่งอเมริกาเป็นคนคิดเรื่องตลาดอนุพันธ์ แต่นำไปผลิตในแถบยุโรป ซึ่งคนประเทศฝรั่งเศสเป็นนักคำนวณอนุพันธ์ที่เก่งมาก
เท่ากับว่า อเมริกาเอาความเสี่ยงไปทิ้งที่ยุโรป เมื่อเกิดระเบิดจึงล่ามไปยุโรป ฉะนั้นจะให้กลับขึ้นมาดี ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งมาเจอปัญหาเบร็กซิท คงไม่จบง่ายๆ ต้องมีเรื่องอื่นตามมาอีกแน่นอน กว่าจะเห็นภาพชัดเจนต้องใช้เวลา 2-3 ปี คิดง่ายๆ สก็อตแลนด์เคยมีความคิดจะออกจากอียู แต่รอบนี้โหวตอยู่ต่อ ทำไมจึงมีความคิดต่างจากคนอังกฤษ น่าคิดตาม
ถามต่อว่าเรื่องอะไรจะตามมา เขา ยกตัวอย่าง หลังอังกฤษออกจากอียู แต่ไม่ได้ทำอะไรให้ดูดีขึ้น แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบอย่างมาก โดยเฉพาะคนเก่งในโซนยุโรปที่เคยไหลเข้ามาทำงานในอังกฤษ ทางการจะส่งกลับประเทศหรือไม่
หากเป็นเช่นนั้นอาจส่งผลต่อราคาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ราคาแพง ใครจะซื้อใครจะเช่า ในเมื่อคนเก่งถูกส่งกลับบ้านเกิดหมดแล้ว โอกาสที่ราคาอสังหาริมทรัพย์จะลดลงเฉลี่ย 20-30% อาจได้เห็น
'หากราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลง ต้องตามไปดูต่อว่า ผู้ประกอบการกู้เงินมาจากไหน หากกู้เงินนอกมาก็เดือดร้อน เรื่องนี้ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด'
ล่าสุดธนาคารกลางอังกฤษลดดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 7 ปี ต่ำสุดในประวัติการณ์
๐ศก.ญี่ปุ่นต้องใช้เวลา
ดอกเตอร์ บอกว่า ทุกครั้งที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศนโยบายเศรษฐกิจอะไรออกมา ตลาดมักตอบรับดีเพียงวันเดียว เพราะในโลกการเงินมองญี่ปุ่นว่าเป็นประเทศที่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยและนิ่งเกิน 10 ปี เยียวยายาก มันไม่ง่ายต้องใช้เวลาอีกนาน
ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่มีคนสูงวัยจำนวนมาก บวกกับการมีธุรกิจเอสเอ็มอีค่อนข้างมาก แตกต่างจากอดีตที่มีธุรกิจขนาดใหญ่เป็นตัวทำเงิน อย่างแบรนด์ Sony วันนี้โลกพูดถึงแต่ Apple และ Samsung เรื่องเหล่านี้ล้วนแล้วทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นหยุดนิ่ง
วันนี้ญี่ปุ่นหันมาเอาดีทาง 'ด้านแฟชั่น' ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีเหมือนเคย พักหลังดัชนีดูดีขึ้น จาก หุ้น NINTENDO ผู้ผลิตเกม POKEMON GO ที่ได้รับความนิยมจากผู้เล่น GAME CHANGER
นอกจากนั้นยังโด่งดังเรื่องการ 'ท่องเที่ยว' ด้วยการส่งออกเรื่องวัฒนธรรม สะท้อนผ่านราคาหุ้นโรงแรม สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีอยู่ในตลาดหุ้น 1-2 ราย ซึ่งปรับตัวขึ้นแรงมากในช่วงที่ผ่านมา
๐เงินร้อนเก็งกำไร 'หุ้นไทย'
ดร.เอ ไม่ลืมที่จะวิเคราะห์ภาพรวมหุ้นไทยว่า ที่ผ่านมาได้รับอนิสงค์จากการที่นักลงทุนต่างชาติโยกเงินลงทุนมายัง 'ตลาดเกิดใหม่' (Emerging markets) หลังเกิดเบร็กซิท ตลาดหุ้นไทยถือเป็นหนึ่งในนั้น แม้จะเข้ามาแค่ 'หลักหมื่นล้าน' หลังเทขายออกไป 300,000 ล้านบาท ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ประเทศไต้หวัน อินโดนีเซีย และไทย ได้รับอนิสงค์เงินร้อนจากเบร็กซิท ทำให้ที่ผ่านมาหุ้นไทยบวกวันละเก้าจุด บวกกับเข้ามาเก็งกำไรเรื่องออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญวันนี้ (7 ส.ค.2559) ผมไม่เก่งเรื่องการเมือง เขาพูดออกตัว รวมถึงเก็งกำไรการผลักดันเรื่องการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล
ช่วงที่เหลือของปีนี้เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นหรือไม่ ขอรอดูงบการเงินไตรมาส 2 ปี 2559 ของเหล่าบริษัทจดทะเบียนก่อน อยากรู้ว่าถึง 'จุดต่ำสุดแล้วหรือยัง' ให้พิจารณาตัวเลขกำไรสุทธิต่อหุ้นของบจ.หากออกมาตามเป้าที่นักวิเคราะห์วางไว้ แปลว่า กำลังดีขึ้น
'หุ้นกู้อนุพันธ์' โปรดักท์สร้างเงิน
'ดร.สุทธิสิทธิ์ แจ่มดี' รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ธุรกิจหลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย วิเคราะห์ว่า เงินที่กลับเข้าตลาดหุ้นไทยหลายหมื่นล้านในช่วงที่ผ่านมา บ่งบอกว่า 'ทิศทางกำลังจะดีขึ้น' แต่อาจอยู่ในลักษณะ 'ไซด์เวย์อัพ'
เป้าหมายดัชนีสิ้นปี 2559 ของบล.กสิกรไทยอยู่ระดับ 1,530 จุด...
ฉะนั้นนักลงทุนต้องเลือกลงทุนในโปรดักส์ที่ถูกต้อง เช่น หุ้นกู้อนุพันธ์ เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะให้ผลตอบแทนช่วงที่ราคาหุ้นไม่ไปไหน ซึ่งรายย่อยจะไม่ค่อยได้ใช้โอกาสจากผลิตภัณฑ์นี้ เพราะเป็นสินค้าไฮเน็ทเวิร์ค แต่สามารถปรึกษาโบรกเกอร์ขนาดใหญ่ได้
'ตลาดหุ้นลักษณะนี้ นักลงทุนไม่ต้องกลัวตกรถไฟ ขอแค่ใส่เงินลงทุนติดพอร์ตไว้บ้าง แต่ไม่ต้องรีบร้อน'
จากบทวิเคราะห์ K-Alpha แนะนำว่า ควรนำเงินไปลงทุนใน 'สินทรัพย์ปลอดภัย' เฉลี่ย 30-40% เช่น พันธบัตร หรือกองทุนมันนี่มาร์เก็ต เป็นต้น ซึ่งให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 1.5%
ที่เหลือลงทุนใน 'ตลาดหุ้น' เช่น กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือ reit เป็นต้น ซึ่งจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6% ปี 2558 ตลาดหุ้นไทยติดลบ 14% แต่ตอนนี้ขึ้นมาแล้วเฉลี่ย 12% หากนักลงทุนเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นช่วงก่อนหน้านี้คงได้ผลตอบแทนที่ดี แต่ส่วนใหญ่มักทำตรงข้าม (ยิ้ม)
หลายปีที่ผ่านมาเราพยายามสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุน ที่ผ่านมาได้สร้างโปรแกรมซื้อขายอัตโนมัติ สำหรับลูกค้าบุคคลที่เปิดพอร์ตขั้นต่ำ 10 ล้านบาท โดยลูกค้าจะเป็นคนคิดกลยุทธ์การลงทุน เพื่อให้โบรกเกอร์เขียนซอฟร์แวร์การซื้อขาย โปรแกรมนี้ได้รับตอบรับที่ดี สะท้อนผ่านการมีจำนวนลูกค้าหลายสิบราย
อีกหนึ่งบริการเด่นที่กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุน ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ คือ 'บริการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ' หรือ KS Offshore Investment (KSOI) เปิดตัวมาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งนักลงทุนสามารถลงทุนหลักทรัพย์ต่างประเทศได้ 31 ประเทศ 41 ตลาดหลักทรัพย์ 22 สกุลเงิน
'ตอนนี้มีนักลงทุนสนใจเปิดบัญชีเพื่อใช้บริการนี้แล้ว 200 บัญชี เรียกว่า ทะลุเป้าหมายที่วางไว้แค่ 100 บัญชี ซึ่งนักลงทุนต้องใช้เงินขั้นต่ำในการเปิดบัญชี 500,000 บาท ประเทศดาวเด่น คือ อเมริกา ญี่ปุ่น และฮ่องกง อนาคตคงขยายไปโซนเอเชีย เช่น พม่า และเวียดนาม'
จุดเด่นของบริการนี้ คือ นักลงทุนจะมีต้นทุนการลงทุนที่ต่ำ ทั้งค่าคอมมิชชั่น และราคาซื้อ ขายอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่โบรกเกอร์จะคิดค่าคอมมิชชั่นซื้อขายหุ้นต่างประเทศที่ต่ำประมาณ 0.25% ใกล้เคียงกับการซื้อขายหุ้นในประเทศ
ในส่วนของอัตราแลกเปลี่ยน ลูกค้าสามารถซื้อขายได้ในราคาพิเศษ ใกล้เคียงกับ Interbank Rate (ราคาซื้อขายระหว่างธนาคาร) ซึ่งจะต่ำกว่าราคาซื้อขายที่ลูกค้าได้จากเคาน์เตอร์ซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนทั่วไป
ที่สำคัญลูกค้าสามารถเทรดได้ทุกที่ทุกเวลา เพราะ trading platform ออกแบบมารองรับการซื้อขายในหลายตลาดหลักทรัพย์และหลายสกุลเงิน สามารถตั้งคำสั่งซื้อขายแบบอัตโนมัติล่วงหน้าให้ขายหุ้นทำกำไรหรือขายตัดขาดทุนได้ตามกลยุทธ์ที่วางไว้
ขณะเดียวกันบริการยังเชื่อมต่อตรงกับ 41 ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก พร้อมปล่อยข้อมูลให้นักลงทุนมองเห็นราคาซื้อขายแบบเรียลไทม์ ทุกครั้งที่ซื้อหรือขาย ทำให้นักลงทุนรู้ต้นทุนซื้อขายหุ้นทันที โดยไม่ต้องคาดเดา
'บริการนี้ไม่ง่าย เมืองไทยมีโบรกเกอร์ทำเรื่องนี้ไม่เยอะ เพราะบุคลากรที่รู้จักหุ้นต่างประเทศจริงๆมีไม่มาก สวนทางกับพฤติกรรมรายใหญ่ที่ออกไปลงทุนนอกบ้านมากขึ้น เพราะให้ผลตอบแทนคุ้มกว่าในอดีต ฉะนั้นตอนนี้แนะนำลงทุนสินทรัพย์ในเมืองไทย 60% ที่เหลือไปนอกบ้าน 40%'
อีกบริการที่น่าลงทุนในช่วงนี้ คือ ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ เมื่อสองปีก่อนเราเริ่มเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ที่ออกและเสนอขายโดยบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย หรือ KS DW11 ปัจจุบันมี DW ครอบคลุมหุ้นอ้างอิงมากถึง 58 หุ้น มีทั้งประเภท Call และ Put รวมกันเกือบ 100 รุ่น ล่าสุดมีส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 5 คิดเป็น 10% ของตลาดรวมที่มีอยู่ 1,000 รุ่น
'จุดเด่นของ DW1' ที่แตกต่างจากเจ้าอื่นที่มีอยู่ในตลาด 14 ราย คือ สามารถทำกำไรในลักษณะซื้อขายเร็ว และถือยาว ได้พร้อมกัน ซึ่งเจ้าอื่นไม่สามารถทำได้ แต่ บล.กสิกรไทย ทำได้ ถือเป็นรายแรกในประเทศไทย...
ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์ของเรามีสภาพคล่องที่ดี นักลงทุนสามารถซื้อขายได้ในราคาที่เหมาะสมตามกลไกตลาด ที่สำคัญโบรกเกอร์ยังให้ข้อมูลนักลงทุนอย่างละเอียด และโปร่งใส เพราะตราสารอนุพันธ์มีโครงสร้างซับซ้อน ซึ่งบริษัทจะประกาศ Price Guideline ของ DW11 ทุกรุ่นในช่วงเช้าก่อนตลาดหุ้นเปิดทำการซื้อขาย
โดย Price Guideline จะแสดงราคาที่เหมาะสมของ DW11 เมื่อเทียบกับราคาของหุ้นอ้างอิง ทำให้นักลงทุนรู้ว่า ควรซื้อขาย DW11 ที่ราคาเท่าไหร่ โดยไม่ต้องเสียเวลาคำนวณราคาด้วยตนเอง
ที่สำคัญ DW รุ่นใหม่ ที่ออกตั้งแต่ 5 ก.ค. 2559 จะมีมูลค่าคงที่นานสุด 2 สัปดาห์ กรณีราคาหุ้นอ้างอิงไม่เปลี่ยนแปลง จึงทำให้นักลงทุนสามารถต่อเวลา เพิ่มโอกาส ทำกำไรได้มากยิ่งขึ้น
* ติดตามอ่านกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ได้ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งเปลี่ยนจากฉบับวันจันทร์ มาเจอกันในทุกวันอาทิตย์ โดยยังคงความเข้มข้นของเนื้อหาข่าว เศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน และการลงทุน พร้อมเสิร์ฟถึงมือผู้อ่านทุกท่าน!!





