วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดัชนีเชื่อมั่นศก.ฐานรากเดือนมิ.ย.ส่งสัญญาณดีขึ้น

ออมสิน ระบุ ดัชนีเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานรากเดือนมิ.ย. ส่งสัญญาณดีขึ้น เนื่องจากภัยแล้งเริ่มคลี่คลาย ลดกังวลเรื่องรายได้

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ผลการสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานราก (GSI) ประจำเดือนมิ.ย.2559 สำรวจจากกลุ่มประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท ทั่วประเทศ 1,533 ตัวอย่าง พบว่า GSI เดือนดังกล่าว ส่งสัญญาณดีขึ้น อยู่ที่ 46.3 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนพ.ค.ซึ่งอยู่ที่ 43.6 เพราะสถานการณ์ภัยแล้งเริ่มคลี่คลายลงช่วยบรรเทาความกังวลเรื่องรายได้ 

อีกทั้งระดับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวลดลง ขณะเดียวกันประชาชนระดับฐานรากรู้สึกว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยปัจจุบันฟื้นตัวช้า และกังวลกับปัญหาค่าครองชีพ และราคาสินค้าที่ทรงตัวในระดับสูง และมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์เบร็กซิท ที่อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย

“การที่ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานรากต่อสถานการณ์ใน 6 เดือนข้างหน้า ปรับตัวเพิ่มขึ้น จาก 44.2 ในเดือนพ.ค. มาอยู่ที่ 48.4 ในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนระดับฐานราก ยังขึ้นอยู่กับทิศทางการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป ที่จะส่งผลให้รายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้น โดยคาดหวังว่า รัฐบาลจะเน้นค่าใช้จ่าย เพื่อการลงทุน และกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง เมื่อพิจารณาดัชนีความเชื่อมั่นในด้านต่างๆ พบว่า ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกด้าน”

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธุรกิจ และเศรษฐกิจฐานราก คาดการณ์ว่า การบริโภคของประชาชนระดับฐานรากยังฟื้นตัวขึ้นไม่มากนักในช่วงนี้ เพราะมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก 

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของการบริโภคน่าจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 3 ของปีนี้ ถ้าสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกคลี่คลายลง และประสิทธิภาพของการใช้จ่ายและลงทุนของภาครัฐ  เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้นเป็นรูปธรรม ทิศทางของความเชื่อมั่นของประชาชนระดับฐานรากยังคงขึ้นอยู่กับการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป ที่จะส่งผลให้รายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้น 

"ดังนั้น ยังมีหลายปัจจัยที่ต้องติดตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการส่งออก ประสิทธิผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมถึงการเบิกจ่ายเม็ดเงินโครงการลงทุนที่ล้วนมีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้"

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยฯ ยังได้สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่และปัญหาในภาวะปัจจุบัน เมื่อสอบถามถึงสถานะความเป็นอยู่ของตนเองในปัจจุบันเทียบกับปีก่อน พบว่า เกินกว่าครึ่งเห็นว่าตนเอง มีสถานะความเป็นอยู่ในระดับเดียวกันกับปีก่อน และเมื่อให้คาดการณ์ว่า สถานะความเป็นอยู่ของตนเองในปีหน้าจะเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับปัจจุบัน พบว่า เกินกว่าครึ่งยังคาดว่า สถานะความเป็นอยู่ของตนเอง ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบัน แต่ผู้ที่คาดการณ์ว่าจะดีขึ้นนั้น มีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 

สำหรับความพึงพอใจในสถานภาพความเป็นอยู่ในประเด็นต่างๆ พบว่า ประชาชนระดับฐานรากส่วนใหญ่พอใจกับสถานภาพความเป็นอยู่ของตน จะมีเพียงบางประเด็นเท่านั้น ที่รู้สึกว่าไม่พอใจสูงกว่าประเด็นอื่น คือเรื่องค่าใช้จ่าย รายได้ และการออม (39.0%, 31.0% และ 21.1% ตามลำดับ) โดยมีความเห็นว่า เศรษฐกิจไม่ดีทำงานหนักแต่มีรายได้น้อย ขณะที่รายจ่ายเพิ่มขึ้น เพราะราคาสินค้า และบริการสูงขึ้น อีกทั้งมีหนี้สินจึงทำให้เงินเหลือใช้น้อย นอกจากนี้ประชาชนระดับฐานรากบางส่วนต้องนำเงินออมออกมาใช้ทำให้เงินออมลดลง

ส่วนปัญหาที่ประสบอยู่ในปัจจุบัน จากการสำรวจ พบว่า ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาในประเด็นต่างๆ ที่ทำการสำรวจ แต่มีบางประเด็นที่เป็นปัญหาสำหรับประชาชนระดับฐานรากคือ เรื่องรายได้ และหนี้สินเป็นหลัก โดยประเด็นที่ตอบว่ามี ปัญหามาก 3 อันดับแรก คือ เรื่องรายได้ไม่แน่นอน หรือราคาผลผลิตการเกษตรไม่แน่นอน (18.3%) ดอกเบี้ยแพง หรือหนี้นอกระบบ (15.3%) และการทำมาหากินฝืดเคืองหรือไม่มีลูกค้า (14.5%) 

จากปัญหาต่างๆ จึงสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับความต้องการให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาโดย 3 อันดับแรกที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยดำเนินการ คือ เพิ่มมาตรการลดค่าครองชีพ ( 28.0%) ควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน (21.7%) และปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ (14.9%)