“ศุภวุฒิ” ระบุเศรษฐกิจไทยยังแกร่ง ดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มต่อเนื่อง สะท้อนคนไทยพร้อมลงทุนรอการเมืองนิ่ง
แม้ว่าภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3%แต่ปัญหาการเมือง โดยเฉพาะการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่วันที่ 7 ส.ค.นี้ก็เป็นสิ่งที่ภาคเอกชนรอดูว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร เพราะจะมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนด้วยเช่นกัน นอกเหนือจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวนัก่
นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ภัทร เปิดเผยว่า ภาพของเศรษฐกิจไทยของปีนี้ยังมีความแข็งแกร่ง โดยมีดุลบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเงินลงทุนยังมี แต่ยังมีความไม่แน่ใจที่จะลงทุน ซึ่งต้องรอปัจจัยทางการเมืองที่จะสร้างความเชื่อมั่น
“ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเติบโตจากปีก่อน ซึ่งคิดเป็น 10 % ของจีดีพีหรือคิดเป็น 1 ล้านล้านบาท แสดงให้ว่าไทยมีเงินเหลือค่อนข้างมากและพร้อมที่จะลงทุน แต่ยังไม่มีความเชื่อมั่น ซึ่งการมีดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับที่สูงเป็นเรื่องที่ดี แสดงให้เห็นว่าเมื่อไหร่ที่ความเชื่อมั่นกลับมาก็พร้อมที่จะเกิดการลงทุนทันที”
ทั้งนี้ความเชื่อมั่นที่ยังไม่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากปัญหาความไม่มั่นใจจากปัจจัยการเมืองทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยต่างประเทศนั้นมีความสำคัญอย่างมาก ทั้งการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่ใกล้เข้ามา ซึ่งจะมีผลกระทบกับทั้งโลก โดยเศรษฐกิจสหรัฐถือว่าเป็นประเทศเดียวที่มีการเติบโตอยู่ ส่วนในประเทศอื่นๆ ยังมีการชะลอตัว และยุโรปมีปัญหา อังกฤษจะออกจากกลุ่ม รวมถึงปัญหาหนี้สินในอิตาลี และประเทศกรีซที่ยังมีอยู่ ส่วนญี่ปุ่นเริ่มมีปัญหาในเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ปัจจุบันเริ่มมีข้อจำกัดด้านกระสุน เพราะมีปัญหาเพดานหนี้ที่อยู่ในระดับสูง
ส่วนดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นนั้น เกิดจากความคาดหวังในเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนและเศรษฐกิจไทย ส่วนจะเป็นฟองสบู่หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า บริษัทจดทะเบียนจะสามารถทำไ้ด้ตามความคาดหวังของนักลงทุนหรือไม่ ทั้งนี้นักลงทุนต้องมีการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนไม่ลงทุนเพียงในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว ส่วนปัจจัยการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญยังเป็นปัจจัยที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจยังมีความแข็งแกร่ง แม้ว่าในไตรมาสแรกดัชนีหลายตัวรายงานออกมาไม่ดีนัก ทั้งการลงทุนและการบริโภคที่ลดลง แต่หากพิจารณารายละเอียดจะพบว่ายังไม่น่าห่วง เพราะแม้การลงทุนจะลดลงแต่ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยกเว้นกลุ่มธนาคาร ยังเติบโตได้
สาเหตุที่ทำให้การลงทุนและการบริโภคยังไม่เกิดขึ้นเพราะยังไม่มีความมั่นใจโดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งหากปัจจัยดังกล่าวคลี่คลาย เชื่อว่าการลงทุนจะเกิดขึ้นมาก และผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้






