ที่ประชุม กกร. คงเป้าจีดีพีปีนี้โต 3-3.5% มองเศรษฐกิจครึ่งปีหลังฟื้นตัว หลังการใช้จ่ายภาครัฐ-ท่องเที่ยวหนุน ส่วนส่งออกคาดติดลบ 2-0%
นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธาคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยโดยรวม เดือน มิ.ย. 59 เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวในภาคส่งออก โดยติดลบในอัตราที่ลดลง และสินค้าอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัวได้เป็นครั้งแรกรอบ 3 เดือน นำโดยการส่งออกรถยนต์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องปรับอากาศ ขณะเดียวกันผลจากภัยแล้งเริ่มคลี่คลาย ทำให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน เช่นเดียวกับยอดขายรถยนต์ สะท้อนถึงภาวะการใช้จ่ายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น
สำหรับเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะทยอยฟื้นตัวค่อยเป็นค่อยไป โดยมีการใช้จ่ายภาครัฐ และการขยายตัวของการท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ที่ประชุมกกร. ยังคงกรอบประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย หรือจีดีพี ปีนี้ที่ 3-3.5% และการส่งออกที่ติดลบ 2-0%
"เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความเสี่ยงจากปัญหา Brexit ปัญหาภาคธนาคารในยุโรป รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจสหรัฐฯขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้ตลาดการเงินเริ่มกลับมาคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยช่วงปลายปีนี้ ซึ่งสวนทางกับแนวนโยบายของธนาคารกลางหลักอื่นๆ ที่มีแนวโน้มจะผ่อนคลายเพิ่มเติม"นายปรีดี กล่าว
ส่วนของค่าเงินบาทแข็งค่าสุดในรอบปีทางกกร. ได้แสดงความเป็นห่วงถึงค่าเงินบาทแข็งค่า เนื่องจากเป็นการแข็งค่าที่เกิดจากเงินทุนไหลเข้า ซึ่งจะมีความผันผวนไม่เหมือนการแข็งค่าที่เกิดจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ตามการแข็งค่าระดับดังกล่าวยังเป็นไปในระดับเดียวกับภูมิภาค ซึ่งเชื่อว่าธปท. จะมีมาตรการดูแลถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าขณะนี้
"ค่าเงินบาทแข็งค่าเกิดจากเงินทุนไหลเข้า ซึ่งมีความผันผวนและเรามีความเป็นห่วงว่าจะกระทบต่อภาคส่งออก แต่เชื่อว่าจะเป็นในระยะสั้น เพราะแบงก์ชาติจะดูแลและอาจจะมีมาตรการเพื่อช่วยเหลือให้กับผู้ประกอบการไม่ให้ได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นประเด็นที่เราต้องจับตาใกล้ชิด อย่างไรก็ตามกกร. ยังประเมินค่าเงินบาทสิ้นปีนี้จะยังอยู่ในระดับ 36.20 บาทต่อดอลลาร์ "นายปรีดี กล่าว
ส่วนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันพรุ่งนี้ จะยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิม 1.5% ซึ่งเป็นไปตามที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้






