วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เงินไหลเข้าภูมิภาค ดันเงินเอเชีย-บาทแข็งสุดรอบปี

เงินไหลเข้าภูมิภาค ดันค่าเงินเอเชีย-บาทแข็งสุดรอบปี ปิดตลาด 34.77 บาท หลังจีดีพีสหรัฐไตรมาส 2 โตแค่ 1.2% ดับหวังเฟดขึ้นดอกเบี้ยก่อนสิ้นปี

แนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตอันใกล้ ฉุดเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่าและทำให้สกุลเงินต่างๆ ในเอเชียแข็งค่า รวมถึงตลาดหุ้นที่พุ่งขึ้น เพราะนักลงทุนมองหาแหล่งลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า หลังรายงานของสหรัฐระบุว่า เศรษฐกิจไตรมาส 2 ขยายตัวเพียง จากที่คาดหมายว่าจะขยายตัว 2.6% ดับความหวังที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยก่อนสิ้นปีนี้ ประกอบกับเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วธนาคารกลางญี่ปุ่นสร้างความผิดหวังแก่ตลาดด้วยการไม่เพิ่มวงเงินทำมาตรการอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ(คิวอี)

ค่าเงินในเอเชียวานนี้ (1 ส.ค.) แข็งค่าขึ้นทุกสกุล นำโดยริงกิตมาเลเซียแข็งค่าขึ้นรอบปีกว่า เช่นเดียวกับเงินวอนเกาหลีใต้ ดอลลาร์ไต้หวันและรูเปียห์อินโดนีเซียแข็งค่าขึ้น 0.5% ขณะที่เงินบาทเปิดตลาดที่ 34.74 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จาก 34.88 บาทเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 1 ปีเช่นกัน

บาทแข็งทิศทางเดียวภูมิภาค

น.ส.รุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการผู้บริหารกลุ่มวิเคราะห์ตลาดการเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทวานนี้ ยังมีทิศทางแข็งค่าต่อเนื่อง เนื่องจากสัปดาห์ก่อน ปิดตลาดที่ 34.77บาทต่อดอลลาร์ ระหว่างวันค่าเงินบาทแข็งค่าสูงสุดที่ 34.74 บาทต่อดอลลาร์ โดยบาทยังแข็งค่าเป็นไปในทิศทางเดียวกับสกุลเงินภูมิภาค บาทมีอัตราแข็งค่าระดับปานกลางที่0.1%ในขณะที่ริงกิตแข็งค่าระดับสูงสุดที่1.12%

ปัจจัยสำคัญมาจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ หลังจากคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ออกมาแย่กว่าที่คาด ขณะเดียวกันผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐปรับลดลง ทำให้ตลาดคาดว่าโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด จะเลื่อนไปขึ้นปีหน้า หรือปลายปีนี้ในเดือนธ.ค. หลังการเลือกตั้งสหรัฐในเดือนพ.ย.ผ่านพ้นไปแล้ว

โน้มค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ ยังมองกรอบแข็งค่า 34.60-35.10 บาทต่อดอลลาร์ คาดว่าในช่วงปลายสัปดาห์แรงซื้อขายจะเบาบางลง เนื่องจากนักลงทุนรอดูท่าที การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค.นี้ แต่ถึงแม้ผลออกมา “ไม่รับ” ก็มองว่าจะเป็นปัจจัยลบระยะสั้นต่อค่าเงินบาท เพราะนักลงทุนจะมองข้ามไปถึงนโยบายประเทศยังต่อเนื่องหรือไม่และการผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่ออีกหรือไม่

ส่วนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันพุธนี้ คาดว่าจะยังคงดอกเบี้ยที่ระดับ1.50% ดังนั้นปัจจัยภายนอกประเทศจะมีผลต่อค่าเงินบาทมากกว่าปัจจัยภายในประเทศ ยังต้องติดตามตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในคืนวันศุกร์นี้ด้วย

เงินไหลเข้าบอนด์2.2หมื่นล.

ด้านนายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย(ทีเอ็มบี) กล่าวว่า วานนี้(1ส.ค.) นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาซื้อในตลาดพันธบัตร (บอนด์) เพิ่มขึ้น โดยมียอดซื้อสุทธิ 22,486.43 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการเข้าซื้อเกือบทุกรุ่นอายุ ทั้งรุ่นอายุสั้น และ ยาว

“ตัวสั้นบอนด์ยีลด์ลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เข้าใจว่าเป็นการเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาท แต่ส่วนตัวยาวส่วนใหญ่เข้ารุ่นอายุ 10 ปี ซึ่งทำให้บอนด์ยีลด์ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2% จาก 2.1% ในปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งรุ่นอายุยาว เชื่อว่าเป็นการเข้ามาเก็งกำไรผลการประชุม กนง.

ขณะเดียวกันเงินยังเข้าตลาดหุ้นต่อมียอดซื้อสุทธิของต่างชาติ 751.50 ล้านบาทเป็นการซื้อสุทธิต่อเนื่อง 16 ว้ันติดต่อกัน

สรท.คาดส่งออกทั้งปีลดลง 2%

ด้านนายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)เปิดเผยถึงแนวโน้มการส่งออก ว่า ในครึ่งปีหลังน่าจะใกล้เคียงกับครึ่งปีแรก หรืออยู่ในระดับลดลง 2%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มียอดส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 1.85 หมื่นล้านดอลลาร์ เนื่องจากการส่งออกสินค้าหลักๆของไทยยังคงทรงตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ครึ่งปีแรก ซึ่งทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมต่างมีการส่งออกที่ไม่ดีนัก สินค้าเกษตรลดลงเกือบทุกตัวมีเพียงไก่ กุ้ง และน้ำตาลที่เป็นบวกใน 1-2 เดือนแรก และค่อยๆลดลงไปจนถึงครึ่งปีหลัง ส่วนยาง ข้าว มันสำปะหลังก็ยังคงติดลบ ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรม ก็มีเพียงรถยนต์ที่ และเครื่องปรับอากาศที่เพิ่มขึ้น

หวังเดินสู่เลือกตั้งฟื้นเชื่อมั่น

ส่วนผลกระทบจากการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค.นี้ มองว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เพราะไม่ว่าจะผ่านหรือไม่ รัฐบาลก็มีโรดแมปที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าจะมีการเลือกตั้งภายในปี 2560 ซึ่งหากไม่ผ่านก็ยังมีเวลาที่จะนำรัฐธรรมนูญฉบับอื่นมาปรับปรุงแก้ไขและใช้ได้ทันที และหากมีการเลือกตั้งแล้วก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติเพิ่มขึ้น

ด้าน นายรติดนัย หุ่นสวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่ปรึกษา สรท. กล่าวว่า ในส่วนของตลาดหลักของไทยนั้นสภาวะเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯ แข็งแกร่งขึ้นอย่างเป็นลำดับ แม้ว่าจะมีตัวชี้วัดเศรษฐกิจบางตัวที่อ่อนกำลังลงบ้างชั่วคราว เช่น การขยายตัวของจีดีพีที่ตำกว่าคาดการณ์ในไตรมาส 2แต่การบริโภคภาคครัวเรือน การลงทุนภาคเอกชน ความเชื่อมั่นผู้บริโภค การจ้างงาน ล้วนแต่มีความเข้มแข็งมากขึ้นส่วนเบรกซิทจะเป็นปัจจัยบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เนื่องจากนักลงทุนได้เคลื่อนย้ายเงินทุนส่วนหนึ่ง มาลงทุนในสหรัฐฯ ซึ่งสนับสนุนการเติบโตอีกทางคาดว่าโอกาสต่ำที่ เฟดยังคงขึ้้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้