นักเศรษฐศาสตร์เชื่อกนง. “คง” ดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องที่ 1.5% รอดูผลประชามติ ชี้หาก “ผ่าน” ทุนนอกจ่อไหลเข้าเพิ่มมองสัญญาณเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการประชุมกันอีกครั้งในวันที่ 3 ส.ค.นี้ เป็นการประชุมนัดที่ 5 ของปี 2559 โดยนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ เชื่อว่า กนง.จะยังคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% เพื่อรอดูผลการลงประชามติเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ วันที่ 7 ส.ค.นี้ ขณะเดียวกันตัวเลขเศรษฐกิจหลายๆ เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้น
นายกำพล อดิเรกสมบัติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต กล่าวว่า กนง.น่าจะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% เพื่อรอดูผลประชามติการรับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ขณะเดียวกันตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัว เริ่มส่งสัญญาณดีขึ้น ความจำเป็นที่จะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มจึงน้อยลงตามไปด้วย
“การประชุมรอบนี้มีขึ้นก่อนหน้าการลงประชามติเพียงแค่ไม่กี่วัน คิดว่า กนง. คงอยากรอดูผลก่อน เชื่อว่าดอกเบี้ยน่าจะอยู่ในระดับ 1.5% ไปอีกซักพัก อย่างน้อยจนถึงช่วงครึ่งแรกของปีหน้า ยกเว้นเศรษฐกิจจะฟื้นตัวชัดเจน หรือเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเร็วมากๆ อาจเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายก็เป็นได้”
โอกาสน้อยลดดอกเบี้ยนโยบาย
ส่วนโอกาสที่ดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงนั้น นายกำพล กล่าวว่า มีน้อยมาก เรียกว่าน่าจะปิดประตูขาลงแล้ว เพราะตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้น จะมีเพียงการลงทุนภาคเอกชนที่ยังต้องติดตามดูเท่านั้น
นายกำพล กล่าวถึงการลงประชามติวันที่ 7 ส.ค.นี้ อาจมีผลต่อทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายบ้าง โดยเฉพาะกรณีที่ผ่านเงินทุนอาจไหลเข้ามาเพิ่ม แต่ผลการประชามติครั้งนี้ไม่สำคัญเท่ากับไทม์ไลน์การเลือกตั้ง
“สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากกว่า คือ กำหนดการเลือกตั้งเป็นอย่างไร ถ้าผ่านภาพการเลือกตั้งเห็นชัดขึ้น แต่กรณีที่ไม่ผ่านก็ขึ้นกับรัฐบาลว่าจะสื่อสารกับประชาชนอย่างไร ถ้าทำให้เห็นภาพได้ว่า ยังไงก็มีการเลือกตั้ง แม้จะล่าช้าจากเดิมไปบ้างเล็กน้อย แบบนี้ก็คงไม่กระทบกับการลงทุนมากนัก”
คาดกนง.คงดอกเบี้ยไว้ที่1.5%
นายนริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย (ทีเอ็มบี) กล่าวว่า กนง. น่าจะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% เพราะถ้าดูปัจจัยเชิงเศรษฐกิจขณะนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย แต่มีแนวโน้มว่าจะกลับขึ้นมาแตะบริเวณกรอบล่างที่ 1% ภายในสิ้นปีนี้
“ถ้าดูตามกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแล้ว ประเด็นของเงินเฟ้อไม่น่าจะเป็นแรงกดดัน ทำให้กนง. ต้องปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เงินเฟ้อลักษณะนี้อาจทำให้ กนง.สามารถคงดอกเบี้ยได้อีกระยะหนึ่ง”
ห่วงเลือกตั้งไม่ชัดกระทบทุนเคลื่อนย้าย
ส่วนการเติบโตของเศรษฐกิจนั้น ที่ต้องจับตา คือ การลงทุนภาคเอกชน ซึ่งยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่า การลงทุนเหล่านี้จะกลับมาได้ในเวลาอันสั้น ขณะเดียวกันคงต้องติดตามดูการลงมติ การรับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ วันที่ 7 ส.ค.นี้ ด้วยว่าจะเป็นอย่างไร ที่สำคัญต้องดูว่าไทม์ไลน์การเลือกตั้งจะเปลี่ยนไปหรือไม่ เพราะจะมีผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายและการลงทุนภาคเอกชน
“คิดว่ามติวันที่ 7 ส.ค.นี้ คงไม่มีผลอะไรมากนัก อาจมีบ้างเล็กน้อยต่อทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายระยะสั้น ที่สำคัญอยู่ที่ว่าระยะยาว จะกระทบต่อช่วงเวลาการเลือกตั้งหรือไม่ หากไทม์ไลน์การเลือกตั้งไม่ชัดเจน คงจะมีผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายในระยะยาว รวมทั้งการลงทุนภาคเอกชนด้วย”
เชื่อกนง.มีเครื่องมือดูแลค่าเงิน
นายสมประวิณ มันประเสริฐ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ดอกเบี้ยนโยบายยังไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงในการประชุมรอบนี้ แม้จะมีประเด็นที่น่ากังวลบ้าง คือ การแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งเงินบาทระยะหลังแข็งค่าเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้านสะท้อนจากดัชนี NEER เชื่อว่า กนง. มีเครื่องมืออื่นๆ ที่นอกเหนือจากการใช้เครื่องมือเรื่องดอกเบี้ยในการดูแล
“แม้เงินบาทจะแข็งขึ้นมาบ้าง แต่ผมไม่คิดว่า กนง.จะใช้เครื่องมือดอกเบี้ยดูแลค่าเงิน เพราะกนง.ยังมีเครื่องมืออื่นๆ อยู่อีกมาก ถ้าจะมาดูแลค่าเงินจริงๆก็เชื่อว่า กนง. น่าจะหันไปใช้เครื่องมือเหล่านั้น”
ส่วนประเด็นเงินเฟ้อ แม้ขณะนี้จะยังต่ำกว่ากรอบเป้าหมายอยู่บ้าง แต่แนวโน้มเริ่มปรับขึ้นมา จึงไม่คิดว่าจะมีผลต่อการทำนโยบาย อีกทั้งการลดดอกเบี้ยลงมา อาจเพราะความเสี่ยงในด้านเสถียรภาพระบบการเงินด้วย
ชี้ดอกเบี้ยนโยบายไทยต่ำสุด
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโสสำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ถ้าดูดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปัจจุบัน ถือว่าต่ำเกือบสุดในภูมิภาคแล้ว ที่สำคัญดอกเบี้ยแท้จริง คือ ดอกเบี้ยนโยบายหักเงินเฟ้อ ของไทยก็เป็นระดับต่ำสุดในภูมิภาคเช่นกัน ความจำเป็นที่ต้องลดดอกเบี้ยเพิ่มจึงค่อนข้างน้อย
นอกจากนี้ ถ้าดูเหตุผลที่กนง. ให้ไว้ไม่ว่าจะเป็น การเก็บกระสุนไว้ใช้กรณีที่จำเป็นจริงๆ รวมทั้งเป็นห่วงพฤติกรรมการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น สิ่งเหล่านี้ยังน่าจะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ กนง. คงดอกเบี้ยไว้ก่อน ทางสำนักวิจัยฯ ยังมองด้วยว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะกับดักสภาพคล่อง แม้จะมีสภาพคล่องล้น แต่ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ สินเชื่อไม่เติบโต การลดดอกเบี้ยเพิ่ม จึงไม่ได้ช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจฟื้น
อย่างไรก็ตาม อาจมีประเด็นที่ต้องจับตา คือ ค่าเงินบาทที่เริ่มกลับมาแข็งค่า แต่กรณีนี้เชื่อว่า กนง. คงไม่ใช้ดอกเบี้ยในการดูแล เพราะ กนง. ยังมีเครื่องมืออื่นๆ อีกมาก เช่น มาตรการผ่อนคลายเงินทุนเคลื่อนย้าย รวมทั้งเครื่องมืออื่นๆ อีกมาก ที่จะทำให้ค่าเงินเคลื่อนไหวสอดคล้องกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาค เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ห่วงอัตราแลกเปลี่ยนผันผวน
นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บล. ภัทร กล่าวว่า การประชุมรอบนี้กนง. น่าจะยังคงดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้ที่ 1.5% ถ้าดูพัฒนาการเศรษฐกิจไทยแล้วไม่ได้มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากประมาณการเดิม ตัวเลขส่วนใหญ่ที่ออกมาเป็นไปตามที่ธปท. ได้คาดการณ์เอาไว้ จึงไม่มีผลเพียงพอที่จะทำให้ต้องปรับเปลี่ยนนโยบายดอกเบี้ย
เชื่อว่า กนง. คงอยากเก็บเครื่องมือนโยบายเอาไว้ใช้ยามจำเป็นจริงๆ โดยเฉพาะท่ามกลางภาวะที่เศรษฐกิจภายนอกประเทศดูจะมีความไม่แน่นอนมากขึ้นเรื่อยๆ และระยะหลังจะเห็นว่า ธปท. เริ่มส่งสัญญาณเตือนอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจจะมีความผันผวนมากขึ้น
“นโยบายการเงินข้างนอกถือเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ขณะนี้ก็ยังมีทิศทางที่ไม่ชัดเจน จะเห็นว่าหลังเบร็กซิทหลายประเทศส่งสัญญาณที่จะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่ม แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ค่อยเห็นว่าจะมีรายใดผ่อนคลายเพิ่ม มีเพียงบีโอเจ(ธนาคารกลางญี่ปุ่น) ที่ผ่อนคลายเพิ่มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”
ส่วนการลงประชามติวันที่ 7 ส.ค.นี้ ยังไม่มีผลที่ทำให้ กนง. ต้องนำมาพิจารณาเพื่อปรับดอกเบี้ยนโยบาย เชื่อว่า กนง. คงจะรอดูผลของประชามติก่อน แล้วมาประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจอีกครั้ง คล้ายๆ กับที่ธนาคารกลางอังกฤษ(บีโออี) ทำอยู่ในปัจจุบัน






