ธปท. อยากเห็น เอสเอฟไอ ให้บริการตามพันธกิจอย่างยั่งยืน มีประสิทธิภาพ โปร่งใส
“แบงก์ชาติ” ออกประกาศ 24 ฉบับ คุมเอสเอฟไอ คาดมีผลเร็วๆ นี้หลังหารือคลังได้ข้อสรุปเรื่องการจัดชั้นหนี้กันสำรองโครงการ “พีเอสเอ” แล้ว หากครม.มีมติชดเชยให้จะไม่จัดชั้นหนี้ เตรียมแก้ไขมาตรา120 เว้นอำนาจการสั่งปิดแบงก์ หากมีปัญหาส่ง คนร. สั่งทำแผนฟื้นฟูกิจการ พร้อมปรับวิธีประเมินใหม่
“ทองอุไร ลิ้มปิติ” รองผู้ว่าการ ด้านสเถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษถึงความคืบหน้าการกำกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ หรือ “เอสเอฟไอ” ว่าได้จัดทำประกาศหลักเกณฑ์การกำกับส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณารวม 24 ฉบับ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 1 ฉบับ เรื่องการจัดทำและการประกาศงบการเงินของเอสเอฟไอ ส่วนอีก 23 ฉบับอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง คาดว่าจะออกมาในเร็วๆนี้
โดยหลักๆเกณฑ์กำกับเอสเอฟไอจะใช้หลักเกณฑ์ตาม “บาเซิล 2” เพราะเห็นว่าแต่ละแห่งไม่ได้ทำธุรกรรมการเงินที่มีความซับซ้อน จึงไม่จำเป็นต้องใช้ “บาเซิล3” เหมือนธนาคารพาณิชย์ พร้อมกำหนดอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง หรือ BIS Ratio ไว้ที่ 8.5% แต่ส่วนใหญ่มีสูงกว่าเกณฑ์อยู่มาก
“ ก่อนจะออกเกณฑ์เราคุยกับเอสเอฟไอหลายที ตอนนี้เราออกประกาศ 24 ฉบับ แต่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของกระทรวงการคลัง สศค. ที่ล่าช้าคือการเจรจาเรื่องการจัดชั้นหนี้กันสำรองของเอสเอฟไอ เพราะนอกจากแต่ละแห่งจะมีการจัดชั้นหนี้ไม่เหมือนกัน”
ผ่อนเกณฑ์จัดชั้นหนี้ ‘พีเอสเอ’
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการจัดชั้นหนี้ของโครงการที่ทำตามนโยบายรัฐบาย หรือพีเอสเอ ( PSA) ที่ต้องหารือกับกระทรวงคลัง ซึ่งหลังหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) เรื่องการจัดชั้นหนี้กันสำรองของโครงการพีเอสเอได้ข้อสรุปว่าหากเป็นโครงการที่ผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)และมีมติรองรับว่าจะมีการชดเชยเต็มจำนวน ก็จะไม่มีการจัดชั้นหนี้ในส่วนนี้ พร้อมผ่อนปรนให้ในกรณีที่ไม่ได้มีการชดเชยเต็มจำนวน ก็จัดชั้นแค่เพียงบางส่วน ไม่ต้องจัดชั้นเต็มจำนวน จากเดิมต้องจัดชั้นเต็มทั้งก้อน
อย่างไรก็ตามได้ตกลงกันว่าโครงการพีเอสเอเหล่านี้จะต้องเปิดเผยข้อมูลให้ชัดเจนว่าใช้วงเงินไปเท่าไหร่ และรัฐบาลมีมติชดเชยเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ ส่วนที่เหลือที่รัฐบาลยังคงเป็นหนี้อยู่จำนวนเท่าใด ซึ่งใครมาอ่านก็จะรู้ว่ารัฐบาลเป็นหนี้เอสเอฟไออยู่เท่าใด
ส่วนความกังวลว่าจะมีการใช้สถาบันการเงินรัฐในการทำโครงการที่ก่อให้เกิดความเสียหายของแบงก์แต่ละแห่งนั้น ทางคณะกรรมการของธนาคารจะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสม ขณะที่ธปท.เองก็สามารถสะท้อนได้ว่าอันไหนไม่สมควร อะไรทำไม่ได้ หรือหากจะยังมีการทำโครงการนั้นอยู่ ก็จะถูกจัดชั้นหนี้เพื่อกันสำรองเต็มจำนวน ซึ่งก็อาจจะกระทบกับฐานะของแบงก์ เมื่อฐานะไม่ดี ก็ต้องส่งที่คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.)เพื่อทำแผนฟื้นฟูกิจการ
แก้กม.เว้นอำนาจสั่งปิดแบงก์รัฐ
สำหรับการแก้ไขปัญหาของเอสเอฟไอนั้น ส่วนใหญ่มีเกณฑ์คล้ายธนาคารพาณิชย์ แต่จะไม่มีการสั่งปิดหากมีปัญหา ซึ่งส่วนนี้จะต้องแก้ไขมาตรา 120 ของพ.ร.บ.สถาบันการเงิน เนื่องจากฎหมายฉบับนี้ได้ให้ธปท.ใช้อำนาจแทนรัฐมนตรีคลังทั้งหมด โดยขอแก้ไขว่า หากเอสเอฟไอมีปัญหา จะต้องทำแผนฟื้นฟูกิจการตามที่ทางคนร.อนุมัติ และต้องแก้ไขปัญหาได้ตามเวลาที่คนร.กำหนด
นอกจากการแก้ไขมาตรา 120 แล้ว ระยะต่อไปต้องแก้กฎหมายจัดตั้งของแต่ละแห่งด้วย เพราะตามกฎหมายจัดตั้งมีการกำหนดหลักเกณฑ์บางเรื่องซึ่งค่อนข้างโบราณ เป็นเกณฑ์ที่ธนาคารส่วนใหญ่ไม่ใช้แล้ว เช่น เกณฑ์การคงสินทรัพย์สภาพคล่องไว้ที่ 6% ของเงินฝาก เป็นต้น
ปรับเคพีไอไม่เน้นกำไร
ทองอุไร บอกด้วยว่า อีกปัญหาหนึ่งที่พบ คือ การกำหนดเคพีไอของเอสเอฟไอ ซึ่งสคร.ใช้ระบบซับแพคในการประเมิน กำหนดไว้เลยว่า สินเชื่อจะต้องเท่าไหร่ กี่เปอร์เซนต์ กำไรจะต้องเท่าไหร่ ส่วนนี้น่าเห็นใจเอสเอฟไอ พอมีการตั้งเคพีไอแบบนี้ ก็ต้องละ Mandate บ้างเพื่อให้สินเชื่อโต แล้วค่อยมาปิดความเสี่ยง
ซึ่งได้ตกลงกับสคร.ว่า จะไม่ใช้เคพีไอแบบนี้ ต่อไปนี้การวัดเคพีไอ คือวัดว่าเขาทำตามพันธกิจได้ดีแค่ไหนเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ อย่างไรก็ตามแม้วัดผลงานเรื่องการทำตามพันธกิจ แต่ก็ต้องมีกำไร เพื่อให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ใช่ทำไม่ดี
รองผู้ว่าธปท.ยอมรับว่า ก่อนที่จะรับเอสเอฟไอมาดู ค่อนข้างกลัว จึงได้ให้แต่ละแห่งสำรวจสถานะกิจการ หรือดีลดิลิเจนซ์ โดยผู้สอบบัญชีรายใหญ่ หรือ บิ๊ก 4 เพื่อให้รู้สถานะของธนาคารเป็นอย่างไร มูลค่าสินทรัพย์เป็นเท่าไหร่ พอเห็นข้อมูลแล้ว ก็ไม่กลัว เข้าใจว่าจริงๆประเด็นปัญหาคืออะไรกันแน่
ทั้งนี้เป้าหมายของธปท.ในการกำกับเอสเอฟไอ คือ อยากเห็นเอสเอฟไอให้บริการตามพันธกิจได้อย่างยั่งยืน มีประสิทธิภาพและโปร่งใสเกณฑ์กำกับจะต้องไม่ซ้ำซ้อนจนเกินไป และมีหลักการเรื่องความมั่นคง และมีเสถียรภาพด้วย
โดยธปท.ให้ความสำคัญสูงสุดและเน้นย้ำใน 4 ประเด็นคือ 1.กรรมการต้องทำหน้าที่สำคัญมีระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดีและมีประสิทธิภาพ 2.เงินกองทุนต้องเข้มแข็ง 3.การดำเนินงานต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของทางการ และ 4. ซึ่งสำคัญที่สุด คือ การกำกับกิจการที่ดี









