วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ดอกเบี้ยต่ำ'ฉุดธุรกิจประกัน

สมาคมประกันชีวิต ชี้ยุคดอกเบี้ยต่ำ จุดเปลี่ยนธุรกิจ รับความเสี่ยงเพิ่ม “ไร้การันตีผลตอบแทนระยะยาว” ยันเงินกองทุนแกร่งพอ

     นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด(มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่าในยุคที่ดอกเบี้ยพันธบัตรต่ำสุดไม่เกิน 2%  ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและมองว่าคงไม่มีโอกาสที่ผลตอบแทนจะกลับไปที่ระดับ4-6%อีกต่อไปหรือหากผลตอบแทนพันธบัตรกลับเพิ่มที่ระดับเท่าเดิมคงมีการตั้งคำถามว่าจะกลายเป็นความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหรือไม่ และหากผลตอบแทนพันธบัตรกลับมาสูงขึ้นจริงแต่ละบริษัทจะย่อมรับความเสี่ยงที่สูงตามมาได้หรือไม่

    แนวโน้มดังกล่าวยังทำให้ในอนาคตบริษัทประกันอาจจะไม่สามารถการันตีผลตอบแทนในระยะยาวจากกรมธรรม์ได้ซึ่งเป็นทิศทางที่บริษัทประกันต้องปรับตัวไปสู่จุดนี้  แต่ก็ต้องพิจารณาด้วยว่าผู้บริโภคจะรับได้หรือไม่และพร้อมที่จะการก้าวเข้าสู่ตลาดประกันควบการลงทุนหรือยูนิตลิงค์หรือไม่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงและเร็วมากน้อยแค่ไหนพร้อมกับภาครัฐจะเข้ามาสนับสนุนได้เพียงใดนับเป็นความท้าทายที่หนักของบริษัทประกัน

อย่างไรก็ตามแม้ในภาวะดอกเบี้ยต่ำยอมรับว่ากระทบกับธุรกิจประกันพอสมควร แต่ผู้ถือกรมธรรม์ยังเชื่อมั่นและไว้วางใจได้ว่าบริษัทประกันยังมีเงินกองทุนที่แข็งแกร่งและมีเงินสำรองมากพอสมควรเพียงพอที่จะคืนให้กับผู้เอาประกันตามสัญญาที่จะมีเงินคืนได้เนื่องจากตั้งแต่ปีที่ผ่านมาจนถึงปีนี้หลายบริษัทประกันได้มีการพัฒนากรมธรรม์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ดอกเบี้ยต่ำ

นอกจากนี้ ในส่วนของภาครัฐยังมีการกำหนดให้ธุรกิจประกันต้องดำรงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยงจากการลงทุนและการรับประกัน(RBC)ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากและยังมีนักคณิตศาสตร์ประกันภัย คำนวณสัญญาประกันภัยว่าบริษัทต้องมีเงินสำรองเท่าไหร่ และเงินสำรองจะเติบโตผ่านการลงทุนจนกระทั่งเมื่อสัญญาครบกำหนดแล้วยังต้องมีเงินคืนเพียงพอให้กับผู้เอาประกันอีกด้วย

ขณะเดียวกันปัจจุบันมีกฎเกณฑ์ใหม่เพิ่มเติมเข้ามาเช่นประกาศกฎเกณฑ์ระบบทางบัญชีใหม่ๆที่มีข้อกำหนดใหม่มากขึ้นเพื่อเข้ามาดูแลให้บริษัทประกันมีเงินสำรองที่เพียงพอ  โดยในปีนี้ได้มีการทดสอบให้บริษัทประกันตั้งสำรองพิเศษ( LAT Reserve )ภายใต้ข้อสมมติฐานต่างๆ  โดยเฉพาะในกรณีที่หากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเช่นนี้ต่อไป ในขณะที่การลงทุนมีข้อจำกัดกว่าเดิม  บริษัทประกันจะยังมีความเพียงพอของเงินสำรองประกันชีวิตอยู่หรือไม่

ดังนั้น ในกรณีประเด็นการนำระบบการตั้งสำรองพิเศษ( LAT Reserve )มาใช้ในปีนี้นั้น นางนุสรายอมรับว่า ในระบบบัญชีของแต่ละบริษัทอาจจะยังไม่ได้ปรับปรุงให้รองรับการตีมูลค่าเป็นมูลค่าปัจจุบัน(discount rate)ของเงินสำรองกับสินทรัพย์ไปด้วยกันทั้งหมด ทำให้ตอนนี้ในระบบยังมีอาการขาเป๋อยู่บ้าง ซึ่งขณะนี้ทางสมาคมฯยังอยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) รวมถึงสภาวิชาชีพบัญชีเพื่อที่จะมีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์เหล่านี้ แต่ไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาให้กับสมาคมฯว่าจะปรับเมื่อไหร่ คาดว่าคปภ.จะพิจารณาตามกำหนดเวลาตามความเหมาะสม

พร้อมกันนี้ทางสมาคมฯยังมีข้อเสนอเพิ่มเติมด้านการลงทุนเพื่อลดอุปสรรรคในอนาคต โดยเฉพาะหากบริษัทประกันต้องแข่งขันกับต่างประเทศ มองว่าภาครัฐควรจะเปิดโอกาสให้ธุรกิจประกันออกไปลงทุนต่างประเทศได้ แม้ว่าจะมีความเสี่ยงและต้องอาศัยประสบการณ์ แต่เชื่อว่าบริษัทประกันทุกระดับจะสามารถทำความเข้าใจและสุดท้ายบริหารจัดการทั้งสองเรื่องไปด้วยกันได้  ขณะเดียวกันยังเชื่อมั่นว่าภาครัฐจะพิจารณาออกหลักเกณฑ์อย่างค่อยเป็นค่อยไปและระมัดระวังเช่นในอดีตที่ผ่านมาเพื่อให้ทุกบริษัทสามารถปรับตัวตามได้ทัน

“ถ้าสินทรัพย์ของบริษัทประกันชีวิตได้ถูกตีเป็นมูลค่าปัจจุบันแล้วความเพียงพอของเงินกองทุนจะขึ้นไปอีกมากหากวิเคราะห์งบการเงินของบางบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯจะเห็นว่ามีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นจริง”

นางนุสรากล่าว