แผน SMT 'เทิร์นอะราวด์' เจาะสินค้ากำไรหรู

แผน SMT 'เทิร์นอะราวด์' เจาะสินค้ากำไรหรู

หยุดผลิตสินค้า 2 ปี หลังเจอน้ำท่วมใหญ่โรงงานปี 2554 ทว่า 'สมนึก ไชยกุล' เจ้าของ 'สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) ปรับโมเดลใหม่ยกแผง

น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพเมื่อปี 2554 ส่งผลให้เครื่องจักรชั้นล่าง ภายในโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของ บมจ.สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) หรือ SMT ผู้ประกอบการธุรกิจให้บริการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมบางประอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถูกน้ำท่วมสูงเกือบ 2 เมตร จนได้รับความเสียหายมูลค่า 1,700 ล้านบาท

เหตุการณ์ครานั้น ทำให้โรงงานไม่สามารถผลิตสินค้าต่อได้ ส่งผลให้ลูกค้าหนีไปซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการเจ้าอื่น เป็นเหตุให้สิ้นปี 2554 บริษัทพลิกจากกำไร 500 ล้านบาทในปี 2553 เป็นขาดทุนสุทธิทันที ทว่าทีมบริหารกับไม่ยอมแพ้ หลังใช้เวลา 2 ปีกว่า (2555-2556) ในการหาลูกค้าใหม่ควบคู่กับการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ยกแผง

'สมนึก ไชยกุล' ประธานกรรมการและประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ.สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) เล่าให้ 'กรุงเทพธุรกิจ BizWeek' ว่า แม้เจออุปสรรคแต่ไม่ยอมแพ้ขอลุกขึ้นสู้ใหม่ ด้วยการเดินหน้าเจรจากับบริษัทประกันภัย เพื่อขอเคลมค่าเสียหาย 1,700 ล้านบาท ซึ่งโชคดีบริษัทสามารถเคลมค่าเสียหายได้ทั้งหมด แม้ว่าจะเป็นการทยอยจ่ายก็ตาม

'เมื่อได้เงินเคลมประกัน เรา เดินหน้าธุรกิจใหม่ ด้วยการสั่งซื้อเครื่องจักร และเริ่มกลับมาผลิตสินค้าอีกครั้งในปี 2557 ก่อนจะเริ่มหาลูกค้าใหม่' 

จากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนั้น ทำให้บริษัทปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ ด้วยการหันมา 'ผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง' หรือ High Value Added จากเดิมที่เน้นผลิตสินค้าที่มีกำไรขั้นต้นต่ำเฉลี่ย 90% (ลงทุนสูง กำไรน้อย) เช่น Hard Disk Drive เป็นต้น ปัจจุบันสินค้าดังกล่าวมีการหดตัวของตลาด และมีการแข่งขันด้านราคาสูงขึ้น

'เมื่อโครงสร้างธุรกิจของบริษัทเปลี่ยนแปลงไป เราใช้เวลา 2 ปีกว่า ในการหาลูกค้าใหม่ วันนี้มีในมือแล้วกว่า 10 ราย' 

ตลอดปี 2558 ทยอยเปิดสินค้าใหม่ๆ ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีกำไรขั้นต้นสูง โดยมุ่งเน้นใน 6 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับสารกึ่งตัวนำไฟฟ้า (Semiconductor) 2.กลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับผู้บริโภคสมัยใหม่ (Advanced Consumer)

3.กลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับงานเฉพาะทาง (Niche & Specialty) 4.กลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับยานยนต์ (Automotive) 5.กลุ่มอุปกรณ์ทางการแพทย์ (Medical Devices) และ6.กลุ่มอุปกรณ์สื่อสารทางแสงและเครือข่ายพื้นฐาน (Optical Components)

ในปี 2558 ยอดผลิตสินค้ากลุ่มดังกล่าวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 120% คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 21% เทียบกับปี 2557 ที่มีสัดส่วนรายได้เพียง 8% ขณะที่สินค้าที่มีกำไรขั้นต่ำๆ อย่าง PCBA ซึ่งเดิมเป็นรายได้หลักของบริษัทมีสัดส่วนลดลง จาก 92% ในปี 2557 เหลือ 79% ในปี 2558 คาดว่าในปี 2559 จะลดลงเหลือน้อยกว่า 60%

จากนี้บริษัทจะขยายตลาดใหม่ๆ มากขึ้นในทุกทวีป เช่น สหรัฐอเมริกา ,ยุโรป ,ญี่ปุ่น และกลุ่มเอเชีย โดยจะมุ่นเน้นการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจในแต่ละทวีปมากขึ้น เพื่อให้การขยายฐานลูกค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

เป้าหมายการทำธุรกิจ คือ ในปี 2559 ธุรกิจต้องกลับมา 'เทิร์นอะราวด์' หลังหันมาเน้นธุรกิจที่มีมูลค่าสูง และในปี 2560 ธุรกิจที่เป็น High Value Added จะขึ้นมาเป็น Core Business ของ SMT เรียกได้ว่า เราเลือกคนนี้เป็นนางงามแล้ว

เขา บอกว่า บริษัทตั้งเป้ายอดขายปี 2559 ที่ระดับ 8,000 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่มียอดขาย 7,600 ล้านบาท ซึ่งผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2559 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 38 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 5.20 ล้านบาท ส่วนแผนการล้างขาดทุนสะสม 60 ล้านบาท คงแล้วเสร็จภายในปี 2560

'จุดเด่น' ที่ลูกค้าเลือก SMT ให้เป็นผู้ผลิตสินค้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คือ ความรู้ทางด้านเทคโนโลยี และการมีเครื่องจักรที่ลูกค้าให้ความเชื่อถือ ช่วงแรกเราต้องลงทุนเครื่องจักรให้ลูกค้าก่อน ฉะนั้นจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูง รวมถึงต้องดีไซด์สินค้าให้ลูกค้าพิจารณาก่อนด้วย เมื่อลูกค้ามั่นใจคำสั่งซื้อจะเข้ามาเรื่อยๆ

อดีตเน้น 'วอลุ่มมาก กำไรเล็กน้อย' ปัจจุบันเน้น 'กำไรมาก อลุ่มน้อย'

๐'พลังงานทดแทน' แหล่งรายได้ใหม่

'ผู้ก่อตั้ง SMT' เล่าว่า กำลังศึกษาการลงทุนใน 'ธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์' ในประเทศญี่ปุ่น และเมืองไทย ปัจจุบันกำลังคุยกับพันธมิตรประเทศญี่ปุ่น ส่วนประเทศไทย หากภาครัฐมีการเปิดประมูลไลเซนส์ บริษัทก็พร้อมจะเข้าประมูล

หากผลการศึกษามีความเป็นไปได้ บริษัทจะมีต้นทุนต่ำกว่าผู้ประกอบการรายอื่นๆ 20% เพราะมีโรงงานผลิตแผงโซลาร์เป็นของตัวเองแล้ว ที่สำคัญแผงโซลาร์ของเรามีประสิทธิภาพสูงสามารถให้กำเนิดพลังงานต่อพื้นที่สูงกว่าแผงทั่วไป 20% และสามารถผลิต Out Put (อัตราการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานไฟฟ้า) ต่อตารางฟุตได้มากกว่าแผงทั่วไปประมาณ 20% ของการผลิตไฟฟ้า

'ขีดความสามารถของ SMT สู้กับคนอื่นๆ ได้อยู่แล้ว คาดว่าในปี 2560 จะเห็นการลงทุนพลังงานทดแทน'

เขา เล่าว่า โมเดลธุรกิจพลังงานทดแทนเกิดขึ้น หลังจากบริษัทมีโรงงานผลิตแผงโซลาร์เป็นของตัวเอง เนื่องจากบริษัทได้ข้อสรุปการลงทุนโครงการลงทุนผลิต Solar Panel Generation 3 ให้กับพันธมิตรรายใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา กำลังการผลิตทั้งหมด 160-200 เมกะวัตต์

โดยเริ่มเฟสแรก ขนาดกำลังการผลิต 40 เมกะวัตต์ต่อปี จะดำเนินการได้ไตรมาส 4 ปี 2559 ล่าสุดอยู่ในขั้นตอนการเตรียมพื้นที่ โรงงาน หลังสั่งซื้อเครื่องจักรมูลค่า 100 ล้านบาทเข้ามาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งโรงงานดังกล่าวมีมูลค่าลงทุนทั้งหมด 1,000 ล้านบาท

'คิดธุรกิจใหม่ๆ เพื่อต่อยอดจากธุรกิจเดิมไปเรื่อยๆ ในอนาคตรายได้จากธุรกิจพลังงานทดแทนจะเข้ามาเสริมธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ และจะทำให้ผลประกอบการ SMT ไม่เหวี่ยงเหมือนในอดีต' 

นายใหญ่ บอกว่า บริษัทจะต่อยอดธุรกิจ ด้วยการเข้าไปจำหน่ายแผงโซลาร์ในประเทศกลุ่มอาเซียน ปัจจุบันกำลังเจรจากับเจ้าของเทคโนโลยี ตอนนี้สินค้าของบริษัทสู้กับสินค้าจากประเทศจีนได้สบายมาก เพราะมีต้นทุนต่ำ และการมีเทคโนโลยีที่ดีกว่า

'มีความเป็นไปได้สูงในการจะเข้าไปทำตลาดในอาเซียน เพราะทั้งเราและพันธมิตรจะได้ผลประโยชน์ทั้งคู่ และเมื่อโอกาสทางธุรกิจมา กำลังการผลิตก็ต้องมากขึ้นด้วย ฉะนั้นมีแนวโน้มต้องขยายกำลังการผลิตเร็วขึ้น'

'สมนึก ไชยกุล' เป็นคนจังหวัดเชียงราย ครอบครัวทำ 'ธุรกิจโรงสีข้าว' หลังพ่อและแม่หอบเสื่อผืนหมอนใบ เดินทางมาจากเมืองจีน เขาเป็นลูกชายคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 5 คน หลังจากเรียนจบคณะวิศวกรรมเครื่องกล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี 2516 พ่อเรียกตัวกลับไปช่วยทำธุรกิจโรงสีข้าวทันที

ช่วยงานได้เพียง 8 ปี พ่อเสียชีวิต เขาตัดสินใจเข้ากรุงเทพ เพื่อทำตามความฝันของตัวเองที่ต้องการขึ้นแท่น 'เจ้าของธุรกิจ' สมนึก เริ่มต้นด้วยการเป็นผู้ประกอบการส่งออกข้าวและพืชผลทางการเกษตรออกต่างประเทศ ซึ่งธุรกิจประสบความสำเร็จมาก สะท้อนผ่านการเป็นผู้ประกอบการส่งออกติด 1 ใน 5 ของประเทศ

ด้วยความที่ธุรกิจข้าวเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูง ทำให้ผลประกอบการผันผวน นักธุรกิจใหญ่ เริ่มมองหาธุรกิจใหม่ เน้นเสี่ยงไม่มากและทำได้ดี เขาตัดสินใจหันไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตามคำเชิญของเพื่อนที่เป็นเอ็นจิเนียร์ ทำได้ไม่นานธุรกิจสะดุด หลังเจอวิกฤตสงครามอ่าวเปอร์เซีย
จากนั้นก็หันมาทำธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ตามความชื่นชอบของตัวเอง หลังคนสนิท 'พิทักษ์ ศิริวันสาณฑ' (เสียชีวิต) ชักชวนให้เข้าไปซื้อกิจการ บมจ.สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) เขาเริ่มต้นทำธุรกิจจากศูนย์ เพราะไม่มีสินค้าในมือเลย และมีปัญหาหนี้สิน สุดท้ายเดินหน้าปรับโครงสร้างใหม่จนธุรกิจขึ้นสู่ไซด์หลักพันล้านในปัจจุบัน..

* ติดตามอ่านกรุงเทพธุรกิจ Bizweek ได้ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งเปลี่ยนจากฉบับวันจันทร์ มาเจอกันในทุกวันอาทิตย์ โดยยังคงความเข้มข้นของเนื้อหาข่าว เศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน และการลงทุน พร้อมเสิร์ฟถึงมือผู้อ่านทุกท่าน!!