วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สมคิด'ชงมาตรการสินเชื่อ'ประชารัฐ' ปล่อยกู้ดบ.ต่ำ

“สมคิด”ชงมาตรการสินเชื่อ“ประชารัฐ” ปล่อยกู้ระดับฐานรากดอกเบี้ยต่ำ เร่งดันเศรษฐกิจฟื้นตัว ขณะสศค.คงเป้าจีดีพี 3.3% คาดส่งออกติดลบ 1.9%

สศค.หั่นประมาณการส่งออกปีนี้ติดลบเพิ่มเป็น 1.9% แต่ยังคงคาดการณ์เติบโต “จีดีพี” ที่ 3.3% ชี้อานิสงส์จากการใช้จ่ายภาครัฐ การท่องเที่ยวที่ดีต่อเนื่อง ฟันธงเศรษฐกิจครึ่งปีหลังโตดีกว่าครึ่งปีแรก

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าเตรียมเสนอมาตรการสินเชื่อประชารัฐเพื่อประชาชนให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในสัปดาห์หน้า โดยปล่อยสินเชื่อให้ประชาชนที่ประกอบอาชีพรับจ้าง อาชีพอิสระ เช่น วินรถจักรยานยนต์รับจ้าง คนขับรถแท็กซี่ กลุ่มแม่บ้านที่รวมตัวทำวิสาหกิจชุมชน ผ่านธนาคารออมสิน

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ ระยะเวลา 5 ปี โดยปีแรกจะคิดดอกเบี้ย 0% ปีที่ 2-3 คิด 1%

นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมดำเนินการในอีกหลายเรื่องเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้มีรายได้น้อย และเศรษฐกิจฐานราก เช่น การยกระดับความสามารถให้เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่สามารถทำการตลาดได้ด้วย, โครงการพักหนี้ให้กับลูกค้าธนาคารออมสินที่มีปัญหาเรื่องภาระในการชำระหนี้, โครงการฝึกอาชีพให้กับผู้มีรายได้น้อย, การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ

“ตอนนี้รัฐบาลกำลังมีมาตรการจูงใจเป็นพิเศษ เพื่อให้เครื่องยนต์ทุกตัวกลับมาทำงานได้เต็มที่”

ด้านนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) กล่าวว่า สศค. ปรับลดคาดการณ์การส่งออกของไทยในปีนี้ลงเหลือ -1.9% จากเดิมที่ -0.7% แต่ยังคงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไว้ที่ 3.3% โดยได้ปัจจัยหนุนจากการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ รวมทั้งยังมีแรงหนุนจากการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชน อีกทั้งการท่องเที่ยวที่สามารถขยายตัวได้ดีอย่างมีนัยสำคัญ

“ช่วงไตรมาสสองที่ผ่านมา สศค.ประเมินว่า สามารถขยายตัวได้ถึง 3.3% ส่วนครึ่งปีหลัง เชื่อว่า จะขยายตัวได้ดีกว่าช่วงครึ่งแรกของปี ซึ่งจะหนุนให้จีดีพีทั้งปีขยายตัวได้ตามคาด”

ทั้งนี้ สศค.ประเมินว่า ในปีนี้การใช้จ่ายภาครัฐจะสามารถขยายตัวได้ 3.6% จากคาดการณ์เดิม 3.2% ส่วนการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวได้ 10.5% จากเดิม 8.9% การลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 2.6% แต่ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 3%

ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้น คาดจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศทั้งหมด 33.8 ล้านคน คิดเป็นรายได้จากการท่องเที่ยว 1.71 ล้านล้านบาท โดยช่วง 6 เดือนแรกมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 16.6 ล้านคน ขยายตัว 12.0%

การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวในเกณฑ์สูงนั้น เป็นผลจากการเร่งรัดการเบิกจ่ายของรัฐบาล ขณะที่ การเบิกจ่ายภายใต้โครงการบริหารจัดการน้ำและระบบขนส่งทางถนนและโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภายใต้แผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วนปีนี้ ที่มีความพร้อมยังคงมีความต่อเนื่อง

นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนและรัสเซียที่เติบโตดี ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวขยายตัวดีตามไปด้วย ทั้งธุรกิจโรงแรมและภัตตาคาร ธุรกิจขนส่ง และธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ด้านการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากรายได้และการจ้างงานในภาคบริการที่ขยายตัวดี

ครึ่งปีแรกลงทุนเอกชนทรงตัว

การลงทุนของภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัว สะท้อนได้จากภาคการผลิต ซึ่ง สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.)คาดว่าภาคการผลิตจะฟื้นตัวในปีหน้า

นายวีรศักดิ์ ศุภประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ)ไตรมาส2ของปี2559ขยายตัว1.5%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ดัชนีเอ็มพีไอครึ่งปีแรกโต 0.2%

สำหรับดัชนีเอ็มพีไอเดือนมิ.ย.2559ได้ขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่อง โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น0.82% ทำให้ในครึ่งปีหลังมั่นใจว่าดัชนีเอ็มพีไอจะเป็นบวก

อุตสาหกรรมสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ที่ใช้ในบ้าน รถจักรยานยนต์ การขยายตัวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มมีความชัดเจนขึ้นตามลำดับ

ดัชนีเอ็มพีไอต่ำกว่าคาด

“แม้ว่า ดัชนีเอ็มพีไอ ในครึ่งปีแรกจะอยู่ในแดนบวก แต่ก็ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ ทำให้ สศอ. มีแนวโน้มที่จะปรับลดเป้าหมายดัชนีเอ็มพีไอในปีนี้ลงจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 2-3%ลดลงเหลือ 1-2%แต่ทั้งนี้จะต้องดูความชัดเจนในไตรมาส 3 หากดัชนีเอ็มพีไอโตได้ 2%ก็ยังคงเป้าหมายเดิมไว้ แต่ถ้าต่ำกว่านี้ก็จะลดเป้าหมายอย่างเป็นทางการ” นายวีรศักดิ์ กล่าว

ในส่วนของจีดีพีภาคอุตสาหกรรมนั้น สศอ. ยังคงเป้าหมายเดิมที่จะขยายตัว 1.5-2.5%ถึงแม้ว่าดัชนีเอ็มพีไอจะลดลง เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมไทยอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนไปสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง ทำให้มีจำนวนชิ้นลดลง เช่น ในอุตสาหกรรมผลิตรถจักรยานยนต์ได้หันไปเพิ่มกำลังผลิตรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ (บิ๊กไบก์) เพิ่มขึ้นมาก ขณะที่ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์ทั่วไปลดลง หรือการผลิตฮาร์ดดิสไดรฟ์ ที่ผลิตสินค้าที่มีความจุสูงมากขึ้น ทำให้มีจำนวนชิ้นลดลง เป็นต้น

ลุ้นครึ่งปีหลังสัญญาณลงทุนฟื้น

ด้านกำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ในช่วงครึ่งปีแรกมีการใช้กำลังการผลิตประมาณ 66-67% คาดว่าในครึ่งปีหลังกำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นเป็น 68-69%และมีแนวโน้มไปถึง 70%ได้ ซึ่งหากใช้กำลังการผลิตถึง 70% จะเริ่มมีสัญญาณการลงทุนเพิ่ม คาดว่าจะเห็นผลชัดเจนตั้งแต่ครึ่งปีหลังของปี 2560

การลงทุนเพิ่มนี้จะเป็นการปรับปรุงเครื่องจักร และนำระบบหุ่นยนต์เข้ามาใช้มากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่จะผลักดันไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ทำให้อัตราการจ้างงานไม่เพิ่มขึ้นมาก

ส่วนผลกระทบจากเบรกซิท มองว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทยไม่มาก แต่ในช่วงแรกมีความกังวลในอุตสาหกรรมอาหาร แต่หลังจากเริ่มมีความชัดเจนน่าจะส่งผลบวกกับการส่งออกสินค้าอาหารขอบไทยมากกว่า เพราะสหภาพยุโรป (อียู) ไม่ได้ปรับลดโควตานำเข้าไก่สดของไทยปีละ 1 แสนตัน แต่การที่อังกฤษออกจากอียู ก็จะทำให้มียอดส่งออกไก่ไปยังประเทศอังกฤษเพิ่มขึ้น และอังกฤษยังเป็นผู้บริโภคไก่อันดับ 1 ของ อียู มีสัดส่วนกว่า 30%ดังนั้นจึงคาดว่ายอดการส่งออกไก่ และอาหารชนิดอื่นๆจะเพิ่มขึ้น