"กรมการค้าต่างประเทศ" ระบุ สินค้าไทยยังมีโอกาสเติบโตในตลาดจีน ด้านสภาธุรกิจไทย-จีน แนะสินค้า-อุตสาหกรรมไฮเทค เข้าไปลงทุนในมณฑลจงหยวน
ในงานสัมมนา “เล็งจีน เดินหน้า ผ่าแดนมังกร” นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า จีน ถือเป็นประเทศที่มีความหลากหลายด้านการค้าการลงทุนในหลายมิติ เป็นตลาดการค้าขนาดใหญ่ และที่ผ่านมาการค้าของไทยผูกพันกับจีนมากที่สุด จีนจึงเป็นตลาดการค้าที่สำคัญในปัจจุบันที่จะเข้ามาชดเชยตลาดในยุโรปและสหรัฐฯที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว ประกอบกับจีนอยู่ไม่ไกลจากไทย จึงเป็นโอกาสสำหรับสินค้าไทยในทุกกลุ่ม เช่น อาหาร สินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมใหม่ๆ แม้ว่าจีน จะยังมีปัญหาการชะลอตัวทางด้านเศรษฐกิจและยังมีอุปสรรคในหลายด้าน แต่ยังไม่ช้าเกินไปที่ไทยจะมุ่งทำการค้าการลงทุนกับจีนให้มากขึ้น เพราะปัจจุบันมีความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน ผ่านสภาธุรกิจไทย-จีน ที่พร้อมสนับสนุนข้อมูลให้กับภาคธุรกิจ
ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนนักลงทุนรายใหม่เข้าไปลงทุนทำการค้ากับจีน แต่สิ่งสำคัญคือ นักลงทุนจะต้องศึกษาข้อมูลการลงทุนอย่างละเอียด โดยเฉพาะกฎกติกา การค้าการลงทุน รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยให้การทำธุรกิจง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในปี 2559 จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าการค้าไทย-จีน ช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-พ.ค.2559) อยู่ที่ 25,427 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 0.67% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่มูลค่าการค้าไทย-จีน ปี 2558 มีมูลค่า 64,223 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และผู้ประกอบการไทย มีอัตราการใช้สิทธิพิเศษทางภาษี ภายใต้ข้อตกลง FTA อาเซียน-จีน เกือบ 80% โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญ เช่น ยางธรรมชาติ มันสำปะหลัง ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญ เช่น โทรศัพท์ มอเตอร์เครื่องกำเนิดไฟฟ้า เป็นต้น
ด้านนายธนากร เสรีบุรี ประธานกิตติมศักดิ์ สภาธุรกิจไทย-จีน และรองประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ปาฐกถาพิเศษ “เรื่องเล่าแดนมังกร” โดยระบุว่า เศรษฐกิจจีนยังมีความมั่นคง แม้ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะลดลง แต่มูลค่ายังเติบโตมีโอกาสการเติบโตอีกมาก เพราะจีนมีกำลังซื้อมหาศาล โดยเฉพาะในมณฑลจงหยวน ซึ่งเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษที่จีนให้ความสำคัญ มีประชากรมากถึง 170 ล้านคน รวมถึงภาคตะวันตกเฉียงใต้ เช่น กวางตุ้ง ยูนนาน กุ้ยโจว กว่านซี เสฉวน ฉงซิ่น ซึ่งมีประชากร 300 ล้านคน จึงเป็นโอกาสที่นักลงทุนไทยจะเข้าไปลงทุน และควรเน้นสินค้าบริภาร เพราะจีนหันมาให้ความสำคัญกับสินค้าบริการในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แทนภาคการเกษตร ซึ่งปัจจุบันภาคบริการมีสัดส่วนถึง 57.09%ของเศรษฐกิจ และอนาคตยังมีโอกาสเติบโตถึง 70-80% รวมถึงอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เนื่องจากจีน มีนโยบายลดการปล่อยมลพิษ และลดการใช้แรงงานเข้มข้น
นอกจากนี้ นโยบบายขยายเส้นทางสายไหมและเส้นทางสายไหมทางทะเล ของจีน ที่พยายามพัฒนาการค้าการลงทุนตลอดเส้นทาง และลดมาตรการกีดกันทางการค้า จะเป็นอีกช่องทางที่เพิ่มโอกาสการลงทุน
นายธนากร กล่าวว่า การท่องเที่ยวถือเป็นอีกส่วนที่สร้างการเติบโตให้กับเศรษฐกิจไทย แม้ว่าอาจมีนักท่องเที่ยวจีนบางกลุ่มที่ไม่รู้วัฒนธรรมไทยและสร้างความเดือดร้อนให้กับไทย แต่ต้องพยายามรักษานักท่องเที่ยวจีนไว้ เพราะหากนักท่องเที่ยวจีนหนีไปประเทศอื่นแทนไทยจะเสียหาย โดยมองว่า ในปีนี้นักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางมาไมยเพิ่มเป็น 10 ล้านคน จากปีที่ผ่านมาประมาณ 7 ล้านคน ขณะที่นักท่องเที่ยวจีน ที่นัท่องเที่ยวจีนมีพาสปอร์ตอยู่ที่ประมาณ 65 ล้านคน จากประชากรจีน 1,000 ล้านคน ดังนั้นเป็นโอกาส หากทำให้กลุ่มคนเหล่านี้หันมาท่องเที่ยวมากขึ้น และะไทยเป็นประเทศเป้าหมายของนักท่องเที่ยวจีน







