วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

บจ.สิงคโปร์รับปันผล"ปูนกลาง"ลงทุนปีเดียวขนเงินกลับ458ล้าน

‘ปูนกลาง’ ปันผลระหว่างกาล หุ้นละ 8 บาท รวม 1,840 ล้านบาท บริษัทสิงคโปร์ ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 รับปันผล 458.16 ล้าน

ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ปูนซีเมนต์ นครหลวง จำกัด (มหาชน) SCCC เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2559 มีมติจ่ายปันผลระหว่างกาล สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2559 หุ้นละ 8 บาท รวมเป็นเงิน 1,840 ล้านบาทโดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ให้วันที่ 4 ส.ค. และกำหนดจ่ายปันผลระหว่างกาล วันที่ 19 ส.ค. 2559

ทั้งนี้ Jardine Cycle & Carriage Limited ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์รายใหญ่ สัญชาติสิงคโปร์ ซึ่งเข้ามาซื้อหุ้นต่อจาก บริษัท ไทย ร็อค-เซม จำกัด จนขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ในสัดส่วน 57.27 ล้านหุ้น หรือ 24.90% เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2558 รับเงินปันผลรวม 458.16 ล้านบาท ขณะที่ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 อย่าง ซันไรส์ อีคิวตี้ ซึ่งถือหุ้นสัดส่วน 80.06 ล้านหุ้น หรือ 34.81% รับเงินปันผลรวม 640.52 ล้านบาท

นายศิวะ มหาสันทนะ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCCC เปิดเผยว่า ผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2559 บริษัทฯสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ 45% และยังคงอัตรากำไรจากการดำเนินงานก่อนหักภาษีเงินได้ ดอกเบี้ย ค่าใช้จ่าย ทางการเงิน ค่าเสื่อมราคา และรายจ่ายตัดบัญชีไว้กว่า 26% แม้จะอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่มีการแข่งขันสูง และภาวะสินค้าล้นตลาด ที่ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนในอุตสาหกรรมก่อสร้างรวมถึงราคาของวัสดุก่อสร้าง

“บริษัทสามารถลดต้นทุนการดำเนินงานผ่านโครงการต่างๆ ด้วยการบริหารจัดการโรงงาน การเพิ่มประสิทธิภาพ ในกระบวนการผลิต การเพิ่มความสามารถในการต่อรองราคาวัตถุดิบ พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังได้รับประโยชน์ จากราคาถ่านหินและราคาค่าไฟฟ้าที่ลดลง ส่งผลให้ธุรกิจซีเมนต์ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก มีต้นทุนราคาพลังงานที่ลดลง

พร้อมกันนี้ บริษัทได้อนุมัติให้ อินทรี ซีเมนต์ โฮลดิ้งส์ (ICHC) ซึ่งเป็นบริษัทลูก เข้าซื้อหุ้น 98.95% ในบริษัท โฮลซิม (ลังกา) ลิมิเต็ด (HLL) จากลาฟาร์จโฮลซิม มูลค่าไม่เกิน 1.3 หมื่นล้านบาท โดยโฮลซิม (ลังกา) เป็นผู้ผลิตปูนเม็ดแต่เพียงผู้เดียวในเขตปัตตาลัม ที่มีโรงงานผลิตปูนซีเมนต์แบบครบวงจร ขนาด 1.3 ล้านตันต่อปี ในประเทศศรีลังกา นอกจากนี้ยังมีโรงานบดปูนซีเมนต์ในเขตแกลเล มีกำลังการผลิตเท่ากับ 1 ล้านตันต่อปี และบริหารจัดการสถานีปลายทาง 3 แห่ง ซึ่งสามารถทำการบรรจุสินค้า ณ ท่าเรือท้องถิ่น 3 แห่งในศรีลังกา โดยมีปริมาณการนำเข้า 1.6 ล้านตันต่อปี

สำหรับแหล่งเงินทุนที่ใช้คือวงเงินตามสัญญาให้การสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารแห่งโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (บีทีเอ็มยู) โดยมีระยะเวลา 1 ปี ซึ่งการเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์นับจากวันลงนามในสัญญาที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมา