วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แบงก์ชาติเล็งเปิด‘สนามทดลอง’ให้ฟินเทค

“ธปท.” เล็งเปิด “สนามทดลอง” ให้ผู้ประกอบการฟินเทค ชี้โมเดลคล้ายสิงคโปร์ แต่รายละเอียดต่างกัน หวังเป็นช่องทางพัฒนาบริการทางการเงินรูปแบบใหม่

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า ธปท.อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางที่จะเปิดให้มี Regulatory Sandbox หรือ “สนามทดลอง” สำหรับผู้ประกอบการที่ให้บริการทางด้านไฟแนนเชียลเทคโนโลยี(ฟินเทค) เพื่อหวังจะเป็นช่องทางที่เปิดโอกาสให้ ฟินเทค ต่างๆ ได้ทดลองนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อให้บริการทางการเงิน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยั่งยืนสำหรับคนไทยและภาคธุรกิจไทยในอนาคต

สำหรับ สนามทดลอง ที่ว่านี้คงมีรูปแบบคล้ายกับในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 3 ประเทศเท่านั้นที่เปิดให้มีสนามทดลองในลักษณะนี้ คือ ที่ลอนดอนประเทศอังกฤษ สิงคโปร์ และ ออสเตรเลีย เพียงแต่กรอบกติกาของไทยอาจจะไม่เหมือนกรอบกติกาของประเทศเหล่านี้ทั้งหมด

“เราอาจจะไม่เหมือนเขาทีเดียว เช่น สิงคโปร์ เขากำหนดว่าต้องเป็นเทคโนโลยีใหม่เท่านั้น ส่วนอังกฤษ กำหนดว่าต้องเป็นสถาบันการเงินขนาดเล็กหรือที่เป็นรายใหม่ ในขณะที่แบงก์พาณิชย์ไม่สามารถทำได้เลย พวกนี้จึงยังมีรายละเอียดอีกมากที่เราศึกษาอยู่”

นายวิรไท กล่าวว่า หลักสำคัญที่ ธปท. อยากให้มีสนามทดลองเหล่านี้ คือ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้กับบริการทางการเงิน เพียงแต่สนามทดลองนี้จะใช้ในวงจำกัดก่อน เช่นกับกลุ่มลูกค้าบางกลุ่ม และต้องมีกรอบเวลาที่ชัดเจน ขณะเดียวกันต้องมีกติกาด้วยว่า เงื่อนไขที่จะเข้าสู่สนามทดลองนี้มีอะไรบ้าง หรือแม้แต่ตอนออกก็ต้องมีเงื่อนไขเช่นเดียวกัน

“เรากำลังศึกษา เพื่อดูกรอบที่คิดว่าเหมาะสมกับฟินเทคของไทย และต้องเป็นสิ่งที่ระบบการเงินของไทยจะได้ประโยชน์”

นายวิรไท กล่าวยอมรับว่า ฟินเทค เริ่มมีความสำคัญต่อระบบการเงินไทยและยังเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของคนไทยที่มากขึ้นด้วย ดังนั้น ธปท. จึงมีนโยบายสนับสนุนให้มีผู้ให้บริการฟินเทคในรูปแบบใหม่ๆ รวมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินไทยที่เปิดบริการอยู่แล้ว นำเทคโนโลยีเข้ามาให้บริการทางการเงินที่มากขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ธปท. ยังหวังว่าการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้กับบริการทางการเงิน จะช่วยลดต้นทุนในด้านต่างๆ ลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้ใช้บริการเอง รวมทั้งยังส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจด้วย

“ต้นทุนของสถาบันการเงินถือเป็นเรื่องสำคัญ จะเห็นว่าปีนี้เป็นปีแรกที่สถาบันการเงินขอปิดสาขามากกว่าขอเปิดสาขาใหม่ สะท้อนว่าแบงก์พยายามลดต้นทุนการให้บริการ โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยและมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น”

นอกจากนี้ ธปท. อยากเห็นผู้ให้บริการทางการเงินของไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ ดังนั้นอนาคตคงจะได้เห็นพัฒนาการของฟินเทคที่มากขึ้น และตลาดประเทศไทย ถือเป็นตลาดใหญ่พอสมควร ที่ผู้ให้บริการทางการเงินใหม่ๆ สามารถทดลองตลาด เพื่อก้าวขึ้นเป็นฟินเทคระดับภูมิภาคหรือระดับโลก

อย่างไรก็ตาม บริการทางการเงินในรูปแบบใหม่ บางครั้งอาจนำมาซึ่งความเสี่ยงได้เช่นกัน ดังนั้น ธปท. จะทำให้แน่ใจว่าการดูแลผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการจะมีอย่างเพียงพอ เพราะหลายเรื่องผู้ใช้บริการอาจไม่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยี ความเสี่ยงต่างๆ หรือแม้แต่กรอบกฎหมาย การดูแลสิทธิประโยชน์ของผู้บริโภคจึงเป็นเรื่องสำคัญ

นายวิรไท กล่าวด้วยว่า ฟินเทคที่เกิดขึ้นช่วงแรกอาจมีขนาดเล็ก แต่เมื่อโตขึ้นจนมีขนาดที่ใหญ่ ก็ต้องมีกรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสมมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาด้านเสถียรภาพในระบบการเงิน ในบางประเทศจะเห็นว่าฟินเทคเกิดขึ้นโดยมีการกำกับดูแลที่ไม่เพียงพอ ทำให้ประชาชนไม่เข้าใจความเสี่ยง จนกลายเป็นปัญหาในระบบการเงินขึ้นมา ผู้ใช้บริการเองก็ต้องสูญเสียเงินออมไป ซึ่ง ธปท. จะดูแลไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนั้นขึ้น

นอกจากนี้ ธปท. จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกชมรมฟินเทคที่จัดตั้งขึ้นมา เพื่อหวังจะมีส่วนร่วมในการช่วยขับเคลื่อน ทำให้เกิดผู้ให้บริการฟินเทคใหม่ๆ ขึ้นมา รวมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินเดิม สามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับบริการทางการเงิน เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนในอนาคต